หากพูดถึงการปฏิรูปตลอดระยะเวลามากกว่า 3 ทศวรรษ ก็น่าจะไม่ใช่การกล่าวมากไปถ้าจะบอกว่าการ ปฏิรูปการศึกษา ของไทยเป็นเรื่องของการแก้ไขข้อผิดพลาดจากอดีตเพื่อวันนี้ มากกว่าที่จะบอกว่าเป็นการเตรียมการเพื่ออนาคตในศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลเป็นเดิมพัน ดังนั้น หากเรามัวแต่แก้ปัญหาที่ไม่มีทิศทางของการปฏิรูปการศึกษาและไม่สอดคล้องยุคสมัยแล้ว การปฏิรูปการศึกษาก็คงเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านนโยบาย หรือเป็นแค่การสร้างผลงานที่ไม่มีทิศทางของเจ้ากระทรวงที่เข้ามาดูแลเท่านั้น
หากเราตั้งเป้าการศึกษาของชาติไทยไว้ว่า “การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลิตคนที่มีศักยภาพสามารถทำงานดูแลตนเองและคนรอบข้างได้ รวมทั้งสามารถต่อยอด / สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเตรียมสู่อนาคต และมีจิตสาธารณะที่จะทำให้สังคมที่ตนเองอยู่ดีขึ้น”
และหากสิ่งนี้ คือ เป้าหมายสิ่งที่เราต้องการ จะช่วยให้เรามีธงของการก้าวไปไหม? แล้วอะไรที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น? เราหลงทางอยู่ตรงไหน? และ ใครบ้างที่ควรจะมาช่วยกันเพื่อให้ได้ใกล้เป้าหมายมากที่สุด
เพื่อตอบคำถามข้างต้น เราลองมาดูถึง “การปฏิรูป” ซึ่งไม่วาจะเป็นเรื่องอะไร ก็คงมีเกี่ยวพันกันอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องของความคิดที่ต้องการเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น และสอง คือ การปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ได้ตามความคิดที่ต้องการเปลี่ยน
ส่วนแรก “ความคิดที่ต้องการเปลี่ยน” ในเรื่องการศึกษาต้องเปลี่ยนที่ “การให้ค่าที่ คุณภาพของคน ผ่านกระบวนการศึกษา” แทนที่จะเป็น “การให้ค่าคน / โรงเรียนที่ขึ้นอยู่กับผลคะแนนของการสอบ” ซึ่งเรื่องนี้ นำไปสู่ภาคปฏิบัติการในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง “การให้ผลตอบแทนที่ไปผูกติดกับใบปริญญา” หรือ “การนำคุณภาพการศึกษา / วัดคุณภาพโรงเรียนจากผลเฉลี่ยของคะแนนสอบของชาติที่เด็กทำได้ในโรงเรียนนั้นๆ ” “การเลื่อนขั้นที่ขึ้นกับจำนวนของเด็กในโรงเรียน” (ซึ่งเรื่องนี้พัวพันไปถึงการใช้งบประมาณของชาติอย่างมากมาย ทั้งจากการปฏิรูปการศึกษาโดยตัวของมันเอง และจากเงินเดือนหรือค่าเงินบำนาญที่รัฐต้องดูแล โดยไม่อาจก่อให้เกิดกระแสของการเปลี่ยนแปลงได้จริง) “การวัดคุณภาพที่ผลสุดท้ายเพียงแค่เรื่องเดียวโดยไม่สนใจกระบวนการ” เพราะผลของมันคือ ใบปริญญา ใบวุฒิบัตร เป็นต้น

ดังนั้น แค่คิดถึงการสร้างภาคปฏิบัติการของวาทกรรมว่าด้วยเรื่องของคุณภาพเด็ก ก็หาหนทางอื่นของการพัฒนาเด็กให้ได้ตามคุณลักษณะของคนในศตวรรษที่ 21 หรือ คุณสมบัติที่เป็นที่ต้องของบริษัทหรือโรงงานไม่ได้แล้ว เพราะกระบวนทัศน์ในเรื่องการจัดการศึกษาของไทยยังคงวนเวียนอยู่แค่ผลของคะแนนที่ได้รับ ใบวุฒิบัตร ใบปริญญา ก็เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เด็กๆ ยังต้องติวและเรียนอะไรที่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร้เป้าหมาย การปฏิรูปก็ไปไม่ถึงไหน เพราะกระบวนทัศน์ของการศึกษาของไทยไม่เคยเปลี่ยน
ลองคิดแค่ตัวอย่างในเรื่องนี้ การเปลี่ยนมาเป็นการให้ค่าที่ “คุณภาพ” ของคน คุณภาพที่หมายถึง คุณลักษณะที่ไม่ใช่แค่ดูจากผลของคะแนนสอบที่ได้รับ
แค่การเปลี่ยนวิธีการ “ให้ค่า” เหล่านี้ กระบวนการทุกอย่างของการศึกษาจะเปลี่ยนไป ตั้งแต่กระบวนการจัดการเรียนการสอน เงื่อนไขในการรับเด็ก (ไม่ใช่แค่สอบกับจับฉลาก) เงื่อนไขในการขึ้นเงินเดือน หรือแม้แต่เงื่อนไขในการให้รางวัล เงื่อนไขในการเรียนต่อว่าจะเรียนเป็นแบบสายอาชีพ หรือ เรียนต่อในสายสามัญ เพราะอย่าลืมว่า เป้าหมายของการจัดการศึกษาใน 2 Track (สายสามัญ / สายอาชีพ) นี้ต่างกัน ไม่ได้เกี่ยวว่าใครเรียนสายไหนแล้วจะฉลาดหรือมีค่าในตัวเองมากกว่ากัน หรือได้ค่าตอบแทนมากกว่ากัน นั่นหมายความว่า กระบวนการของการวัดคุณค่าของคน จะไม่ได้อยู่แค่ที่คะแนนสอบหรือแค่ใบปริญญาอีกต่อไป แต่มันกำลังหมายถึง คุณภาพของคนตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้
วันนี้อยากให้หันกลับมาดูว่า เราตั้งโจทย์ปัญหาการศึกษาของชาติว่าเป็นอย่างไร อาจจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้การปฏิรูปใกล้ฝั่งฝันมากขึ้น ไม่ใช่ยิ่งปฏิรูปก็ยิ่งฆ่าทั้งเด็ก ฆ่าทั้งโรงเรียนที่ตั้งใจอยากเปลี่ยน และฆ่ากันเองระหว่างโรงเรียนรัฐ โรงเรียนท้องถิ่นและโรงเรียนภาคเอกชน
แล้วเรา “ทุกคน” ไม่ใช่แต่เฉพาะกระทรวงศึกษาเท่านั้น จะทำอะไรเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของการศึกษาที่เราช่วยกันก่นด่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“การปฏิรูป” ที่ต้องมี “ภาคปฏิบัติการ” เพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลจะต้องทำให้สอดคล้องกันอย่างไร
ปัจจุบันกฎระเบียบและแนวทางที่ให้สถานศึกษาต้องปฏิบัติไม่สอดคล้องกับการปฏิรูปที่ต้องการให้เด็กมีคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 เพราะอะไรจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะว่า สถานศึกษายังอยู่ภายใต้กฎของกระทรวง ดังนั้นการเคลื่อนความคิดที่ต่างทำได้ยากมาก ดังนั้นหากภาครัฐที่ควบคุมการศึกษาของประเทศจะหันกลับไปมองว่า ระเบียบปฏิบัติอะไรที่ยับยั้ง การก้าวไปข้างหน้าของการศึกษาไทย ก็ควรจะปรับเปลี่ยน เพราะระเบียบที่ยุบยิบนอกจากจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์แล้วยังเป็นตัวทำลายการเปลี่ยนแปลงอย่างที่อาจจะนึกไม่ถึงได้ เช่น ระเบียบของการสร้างสถานศึกษาที่ลงรายละเอียดจนถึงขนาดกว้างคูณยาวที่ปรากฏออกมาเป็นตึก หรือ รายวิชาที่ต้องสอนก็กำหนดถึงขนาดของชั่วโมงที่ต้องทำการเรียนการสอน เป็นต้น เราควรจะมีการกำหนดกฎระเบียบปฏิบัติใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานมาเป็นตัวควบคุมดีกว่าไหม

ในภาคส่วนอื่นๆ ก็ต้องช่วยกันด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมด ผู้ปกครองที่ควรจะสนับสนุนบุตรหลาน หากเขาไม่ได้อยากเรียนมหาวิทยาลัยแต่อยากเรียนในสิ่งที่เขาคิดและปฏิบัติได้อย่างดีมาแล้ว หรือมีพรสวรรค์ในด้านนั้นๆ นับรวมถึงการนำเสนอข่าวการศึกษาของสื่อมวลชนด้วย ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างมากในสังคมที่เสพสื่อและเชื่อสื่อ (ทุกแขนง) มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ตนเองสัมผัสได้ การนำเสนอสิ่งดีๆ จะช่วยปรับเปลี่ยนความคิดของคนให้คิดในสิ่งที่ดีๆ เพราะทั้งสองสิ่งนี้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนๆ กัน
ต่อจากนี้เป็นต้นไป หากความคิด ทัศนคติ กระบวนทัศน์ในการให้ค่าคนเปลี่ยน แน่นอนว่า การศึกษาเราคงมีอะไรให้เปลี่ยนแปลงไปอีกมาก โดยภาครัฐคงจะได้ใช้เงินงบประมาณที่น้อยลง และไม่ต้องกังวลว่า ประเทศที่กำลังจะเข้าสู่สังคมดิจิทัล จะขาดแคลนแรงงาน หรือ เยาวชนของชาติจะขาดแคลนทักษะที่เหมาะสำหรับศตวรรษที่ 21 เพราะผู้ปกครองก็คงไม่อยากส่งบุตรหลานไปเรียนปริญญาตรีเพื่อตกงาน หรือ ไปเรียนในสาขาที่ว่า จบมาก็ตกงานเห็นๆ เด็กก็ไม่ต้องเรียนเพราะแค่จะทำให้สังคมชื่นชมแต่เรียนเพราะได้รับการกล่อมเกลาพัฒนาทักษะนั้น
กลับมาเรื่องเดิม เชื่ออย่างไรก็จะนำไปสู่การปฏิบัติเช่นนั้น
อย่าให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นเพียงแค่ “การแก้ปัญหาในวังวนเดิมของอดีต” แต่น่าจะคิดไปถึง การศึกษา “เพื่อก้าวไปสู่อนาคต” เลิกทำตามประเทศอื่นๆ เพราะไปดูงานมา แต่ควรจะหันกลับมาที่รากเหง้าของประเทศไทย บริบทของไทย ที่จะนำพาให้เยาวชนของชาติพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาชาติและสังคมโลกต่อไป
เรื่อง : ดร.วัลยา ภูมิภักดีพรรณ











