ท่าอากาศยานอู่ตะเภา หรือ สนามบินอู่ตะเภา เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการพัฒนาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และเป็น Megaproject ที่ แทบทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก : เมืองการบินภาคตะวันออก (ท่าอากาศยานอู่ตะเภา) ภายใต้บริบทแผนพัฒนาพื้นที่ สนามบินอู่ตะเภา ให้เป็น “มหานครการบินภาคตะวันออก” ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 6,500 ไร่ ในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท


และเพื่อความสมบูรณ์ของการดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางกองทัพเรือ จึงได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 2 “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก: เมืองการบินภาคตะวันออก (ท่าอากาศยานอู่ตะเภา)” ณ โรงแรมภูริมาศบีชแอนด์สปา จ.ระยอง เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค รวมถึง สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป  ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างชัดเจน

อนาคตสดใสของ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กับการเป็น “เมืองการบินภาคตะวันออก”

พลเรือเอก โสภณ วัฒนมงคล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ และประธานกรรมการบริหารโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC ประธานในที่ประชุม กล่าวในโอกาสเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ว่า

“กองทัพเรือตระหนักดีถึงความสำคัญของการพัฒนา โครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก: เมืองการบินภาคตะวันออก (ท่าอากาศยานอู่ตะเภา)” ให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร และศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศทุกด้านได้ในที่สุด”

นอกจากนั้น การพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออก พลเรือเอก โสภณ ยังเน้นย้ำว่าเป็นการเตรียมพร้อม เพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานรองรับผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า และจำนวนเที่ยวบินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต และภายใต้โครงการนี้ ยังมีการสร้างระบบเชื่อมต่อ 3 สนามบิน คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ศูนย์ธุรกิจการค้า กลุ่มอาคารคลังสินค้า ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ ธุรกิจซ่อมเครื่องบินและศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการบินด้วย

“ถ้าเราสามารถดำเนินการตามโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาได้ตามแผนที่วางไว้นี้ ภารกิจการทำให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์การบินนานาชาติของเอเชียก็จะใกล้ความจริงขึ้น เพราะท่าอากาศยานแห่งนี้จะมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารเพิ่มจากเดิมที่มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้แล้วถึง 2 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 15 ล้านคน ต่อปี และ 60 ล้านคน ในระยะยาว”

ที่ พลเรือเอก โสภณ คาดการณ์ได้เช่นนี้ เพราะสนามบินอู่ตะเภานอกจากจะเป็นการเสริมพลังให้กับพื้นที่ EEC แล้ว ยังเป็นสนามบินเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ASEAN Connectivity 2025” ที่จะเชื่อมทั้งกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงต่อไปยังอีกหลายเมืองในกลุ่มประเทศเอเชียด้วย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ด้วย

ด้วยความจำเป็นทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมการลงทุนก่อสร้างและพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา จึงต้องเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง

เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนเดินหน้าสร้าง “เมืองการบินภาคตะวันออก”

ทั้งนี้ การลงทุนก่อสร้างและพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือจึงได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจจากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศร่วมลงทุนในโครงการ ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ใน 6 โครงการ

1.อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 (Terminal 3 and Airport Facilities)

2.ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)

3.ศูนย์ธุรกิจการค้า (Commercial Precinct)

4.กลุ่มอาคารคลังสินค้า (Cargo Village)

5.ธุรกิจขนส่งศูนย์สินค้าทางอากาศ และโลจิสติกส์/เขตประกอบการเสรี Free Trade Zone (Cargo Facilities)

6.ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการบิน (Aviation Training Center) ทำให้เมืองการบินแห่งนี้กลายเป็น “มหานครการบิน” เชื่อมโยงระหว่าง EEC กับโลจิสติกส์ทางอากาศ

ดังนั้น การประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งที่ 2 นี้ จึงเป็นการจัดประชุมระดับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสีย (One-on-Group) การปรึกษาหารือแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-on-One) เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้ของรูปแบบและแนวทางการลงทุน ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนได้รับทราบ ตลอดจนเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงพิจารณาประเด็นปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ซึ่งกองทัพเรือจะได้นำข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุม

อย่างไรก็ดีระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนได้แสดงความห่วงใยต่อเมืองการบินภาคตะวันออกหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อห่วงใยว่าด้วยการเวนคืนที่ดิน ซึ่งได้รับคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยว่าไม่มีการเวนคืนที่ดินใดๆ เนื่องจากเป็นการดำเนินโครงการในพื้นที่กองทัพเรือ


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

เปิดภารกิจ ผลิตกำลังคนอาชีวะหนุน EEC Key success อยู่ที่สถานประกอบการ