คือถ้าว่ากันตามหลักการ ประเทศอเมริกาและอีกหลายประเทศในยุโรปอยู่ในสถานะล้มละลาย เพราะรายได้ของประเทศขาดดุลมานานมาก (กว่า 20 ปี) และพวกเขาไม่สามารถ cover หนี้ภายในประเทศได้เนื่องจากปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้ใหญ่ใน FED เราจะเห็นว่าธนาคารรายใหญ่หลายรายในยุโรปขาดสภาพคล่อง และ ECB เองก็ไม่สามารถผลิตเงินสดกระแสเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่องได้จากกฎที่ตัวเองตราไว้ ทีนี้ปัญหามันก็เลยเกิด


คือถ้าว่ากันตามความเป็นจริง ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในขณะนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Jobless หรือ Housing Data เลย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการขาดสภาพคล่องล้วนๆ ทีนี้พวกเขาเลยแก้ปัญหาด้วยการให้ FED ผลิตแบงก์กงเต๊กที่เราเรียกว่า QE ขึ้นมาเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งในทางทฤษฎีมันดูดีเพราะมีจุดประสงค์คือให้ธนาคารเอาเงินนี้ไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคือ ธนาคารที่ได้เงินจาก QE (ซึ่งเป็น Soft loan) ฝากกลับไปที่ FED เพื่อกินดอกเบี้ยส่วนต่าง แล้วค่อยนำดอกเบี้ยที่ได้รับเพิ่มทุนให้กับตัวเอง มันก็เลยเกิดมหกรรมฝากเงินกันลอตใหญ่โดยพวกเดียวกันเองในกลุ่มธนาคาร

ทีนี้หลายธนาคารในยุโรปก็เลยต้องวางมาตรการป้องกันการทำ carry trade (ซึ่งอันที่จริงถ้าให้ผมพูดนะ กรณีที่ TMB ให้สัญญาณว่าต้องการให้มีดอกเบี้ยติดลบ สาเหตุหนึ่งก็มาจากป้องกันการเข้ามาของเงินพวกนี้นั่นล่ะ และผมเชื่อว่า ธปท. ก็ทราบถึงปัญหานี้่ดีเลยให้ TMB โยนหินถามทางเพื่อชิมลางออกมา แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงธนาคารในต่างประเทศใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบกันมาหลายปีแล้ว)

เขียนมาถึงตรงนี้ผมอยากเล่าเกร็ดเสริมเล็กน้อย เช่น ในกรณีของประเทศลาวทำไมเขาถึงให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงมาก (ราว 8-12%) เราต้องเข้าใจก่อนว่าการที่ธนาคารประกาศให้ดอกเบี้ยสูง ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนะครับ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความต้องการกระแสเงินสด ซึ่งทางการลาวเองเขาก็ให้ดอกเบี้ยสูงเฉพาะเงินฝากที่เป็นสกุล LAK (หรือเงินกีบลาวเท่านั้น) ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาสกุล THB และ USD เตี้ยติดดิน (ประเทศลาวใช้เงิน 3 สกุลคือ LAK THB และ USD)

ผมเคยตั้งคำถามว่าทำไม FED ต้องซื้อ MBS (Mortgage Back Securities) แล้วผมก็เจอคำตอบ ก็เพราะ FED ต้องการเป็นเจ้าของที่อสังหาริมทรัพย์และที่ดินรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาและพื้นที่ในภูมิภาคเอเชีย และ FED ใช้เงินที่ได้จากการผลิต QE มาซื้อนั่นเอง (คือมองได้ว่าอเมริกาผลิตแบงก์กงเต้กขึ้นมาเพื่อซื้อ Real asset จากเจ้าหนี้ทั่วโลก)

อันที่จริงมีอีกเหตุผลหนึ่งของการผลิต QE คือต้องการโจมตีระบบสกุลเงินหยวนโดยตรงเพื่อดูว่าจีนจะ absorb อย่างไร เราต้องเข้าใจว่านโยบายเศรษฐกิจของจีนในการลดค่าเงินหยวนให้อ่อนลงตลอดเวลา ทำร้ายระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยตรง ซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐมาโดยตลอด (เราจะเห็นมาตรการตอบโต้ของจีนเช่นกันผ่าน BRIC ที่ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน ว่าจะใช้สกุลเงินหยวนเป็นสื่อกลางในการซื้อขายของกลุ่ม )

ดังนั้นการที่ FED ประกาศว่าจะขึ้นดอกเบี้ย เป็นสัญญาณชัดเจนแล้วว่าต้องการให้ Soft loan กลับมาและให้คงเหลือกำไรที่เป็น real asset ในประเทศเจ้าหนี้เพื่อต่อรองดุลยภาพทางเศรษฐกิจต่อไป อันที่จริงผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ไม่ได้เพียงทำให้สกุลเงิน USD แข็งค่าขึ้นเท่านั้น แต่ยังคงสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆในยุโรปอีกด้วย

และไม่แปลกใจถ้าอนาคตประเทศไทยจะมีระบบดอกเบี้ยติดลบ เพราะเราอยู่ท่ามกลาง Currency war และผมเชื่อว่าประเทศไทยต้องมีระบบดอกเบี้ยติดลบแน่นอนถ้าไม่อยากสูญเสียดุลอำนาจทางการเงิน (ที่มีต่ำอยู่แล้ว) ให้ลดลง แต่ผมเชื่อว่าทาง ธปท.คงใช้ลักษณะการลดดอกเบี้ยเงินฝากลงเรื่อยๆ จนกระทั่งติดลบ ส่วนจะอยู่ในห้วงเวลากี่ปี ก็ขึ้นอยู่กับกึ๋นของผู้ว่า ธปท. ล่ะครับ


เรื่อง : ดร.เอก ดำเนินเกษม


ขอบคุณข้อมูลจาก : ดร.สุวินัย ภรณวลัย : www.facebook.com/suvinaip


EXIM BANK ชี้ EEC 1 ใน 3 ปัจจัยบวกทำตัวเลข การส่งออกปี 2561 โตได้ถึง 9%