ไขมันทรานส์ คือ ไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืน ไม่เป็นไข และสามารถทนความร้อนได้สูง รวมถึงมีรสชาติที่ใกล้เคียงกับไขมันที่มาจากสัตว์ แต่จะมีราคาที่ถูกกว่า

ที่ผ่านมา มีงานวิจัยทางโภชนาการไม่น้อย ที่ยืนยันผลการค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า อาหารที่มี ไขมันทรานส์ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมารณรงค์ในหลายรูปแบบ ให้ผู้บริโภค ลด ละ เลิก รับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ ทำให้ผู้บริโภคมีความตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพขึ้นในระดับหนึ่ง


ทว่า หากมีกลไกภาครัฐออกมาบังคับใช้ เพื่อควบคุมทั้ง ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้นำเข้า อาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ อีกทางหนึ่ง ย่อมจะช่วยเสริมแรง ทำให้มีอาหารประเภทนี้ออกมาจำหน่ายน้อยลง ผู้บริโภคก็จะเข้าถึงอาหารประเภทนี้ได้ยากขึ้น

โดยที่ผ่านมา มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ เคยกล่าวถึงความคาดหวังในเรื่องนี้ไว้ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์ประจำ สถาบันโภชนาการ และหัวหน้าโครงการวิจัยการสำรวจสถานการณ์การปนเปื้อนของกรดไขมันชนิดทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า

“ประเทศไทยสามารถปลอดไขมันทรานส์ได้ ถ้าภาครัฐมีการควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตอาหารในขั้นตอนอุตสาหกรรม”

และล่าสุด ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้ทราบข่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ตัดสินใจประกาศสงครามกับอาหารอุดมกรดไขมันทรานส์ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนชาวไทยในระยะยาว ด้วยการประกาศว่า ในอีก 180 วันต่อจากนี้ จะห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบของ กรดไขมันทรานส์ อย่างเคร่งครัด 

โดยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ.2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย

“ด้วยปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

“อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย

ข้อ 2 ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2561

ปิยะสกล สกลสัตยาทร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

__________

 

รู้เท่าทัน ไขมันทรานส์ ตัวร้ายทำลายสุขภาพ

การตัดสินใจออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคของกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ นับเป็นข่าวดี สำหรับเหล่าผู้บริโภคอย่างเราๆไม่น้อย เพราะทุกวันนี้หากสำรวจในท้องตลาด จะพบว่ามีอาหารที่มีไขมันทรานส์วางจำหน่ายอยู่มากมาย ผู้บริโภคจึงสามารถเข้าถึงอาหารประเภทนี้ได้ง่าย และอาจรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัวจนเกินปริมาณการบริโภคที่แนะนำในแต่ละวัน

เพื่อสร้างความตระหนักและรู้เท่าทัน ขอนำเสนอข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์ เบื้องต้นกันก่อนว่า ไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ (trans) พบได้ในปริมาณเล็กน้อยตามธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังได้จากการสังเคราะห์ระหว่างกระบวนการผลิตอาหาร โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช ทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากขึ้น นิยมใช้โดยผู้ผลิตอาหารเนื่องจากเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืน ไม่เป็นไข ทนความร้อนได้สูง และมีรสชาติใกล้เคียงกับไขมันจากสัตว์ แต่จะมีราคาที่ถูก

และเนื่องจาก ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืน ไม่เป็นไข และสามารถทนความร้อนได้สูง รวมถึงมีรสชาติที่ใกล้เคียงกับไขมันที่มาจากสัตว์ แต่จะมีราคาที่ถูกกว่า บรรดาผู้ประกอบกิจการอาหารต่าง ๆ มักนิยมนำไขมันทรานส์มาใช้ประกอบอาหารมากมาย เช่น กลุ่มอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งใช้เป็นน้ำมันสำหรับทอดไก่ มันฝรั่ง โดนัท หรือการนำมาใช้ในการประกอบกิจการเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น

เคล็ดลับ บริโภคกรดไขมันทรานส์ แบบสมาร์ท

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เมื่อเอ่ยถึงไขมัน ใครๆก็มักพิพากษาสารอาหารชนิดนี้ไปก่อนแล้วว่า นี่คือตัวการที่ก่อให้เกิดความอ้วนและโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย ทว่า อาจลืมคิดไปว่า ไขมัน เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายต้องการ หากบริโภคอย่างพอดีตามหลักโภชนาการ ย่อมก่อให้เกิดผลดีกับระบบการทำงานของร่างกาย แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นจากไขมัน อย่าง ความอ้วนหรือโรคภัยต่างๆนั้น มาจากการบริโภคไขมันด้วยความไม่รู้และเกินพอดี โดยหนึ่งในตัวการที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นั่นคือ การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บริโภคอาหารอุดมไขมันทรานส์มากเกิน โดยวงการแพทย์ ได้นิยาม เจ้าไขมันทรานส์ว่า เป็น “ภัยร้ายเบอร์ 1 ของวงการไขมัน” ทีเดียว

รู้อย่างนี้แล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคควรศึกษาและปฏิบัติ คือ การลด ละ หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ให้เคล็ดลับ การหลีกเลี่ยงบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ไว้ 5 วิธี ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ฉลากระบุว่า Partially Hydrogenated Oil หรือ ระบุว่า มี Hydrogenated Oil เป็นส่วนผสม เพราะแสดงว่าอาหารชนิดนั้นมีปริมาณไขมันทรานส์ที่เกิดจากการนำน้ำมันมาผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils, PHOs) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หากบริโภคมากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเนยเทียมหรือมาร์การีน เนยขาว ซึ่งจะแฝงมาในอาหารประเภท ฟาสต์ฟู้ด และเบเกอรี่ นักโภชนาการจึงแนะนำให้รับประทานแต่น้อย เพราะเนยมีไขมันอิ่มตัวสูง ส่วนมาร์การีนมีไขมันชนิดทรานส์ มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่ม ตับทำงานผิดปกติ และเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีมาร์การีนบางยี่ห้อที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้ มาร์การีนไร้ไขมันทรานส์ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรตรวจฉลากโภชนาการ เพื่อตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า
  • ลดการกินเนื้อสัตว์ติดมัน เลือกรับประทานปลา ที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 แทน จะดีต่อสุขภาพที่สุด และเน้นการกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มเส้นใยให้ร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญและระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เลือกใช้น้ำมันพืชอย่าง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก จะดีต่อสุขภาพมากกว่า เพราะกรดไขมันไม่อิ่มตัวมีมากในน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก เป็นต้น ซึ่งกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวนี้เอง

อ้างอิง http://food.fda.moph.go.th/data/news/2559/590419_poll.docx


ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย กรดไข มันทรานส์ ไขมันทรานส์ คือ

https://mahidol.ac.th/documents/doc/trans.pdf


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

ถกความจริงรอบด้าน กับ ไขมันทรานส์

ผลสำรวจชี้ เพราะคนไทยบริโภคโยเกิร์ตเป็น “ขนม” ส่งผลให้ตลาดติดลบ 6%