สงครามการค้า ที่สหรัฐฯประกาศกับประเทศต่างๆ นั้นมาจากการขาดดุลทางการค้า เนื่องจากสหรัฐฯไม่สามารถแข่งขันด้านราคาสินค้าได้กับจีนและอียู จึงต้องเพิ่มภาษีนำเข้า


แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ทำไมสหรัฐฯไม่ใช้แนวทางดังกล่าวในการแก้ปัญหา และสงครามการค้าในปัจจุบันจะใช้เวลานานเท่าใด?

ทรัมป์วิเคราะห์ว่า หากสงครามการค้าผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้ว ความเสียหายที่เกิดกับเศรษฐกิจสหรัฐฯจะไม่มาก แต่หากสงครามการค้ากินเวลานาน จะเกิดอะไรขึ้นหลังการเลือกตั้งในปี 2020?

ถ้าพิจารณาการแก้ปัญหา แนวทางสำนักงานของทรัมป์เต็มไปด้วยตัวแทนของชนชั้นสูงจากธนาคารและกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ผูกติดอยู่กับโลกาภิวัฒน์อย่าง โกลด์แมน แซคส์ และสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
กลุ่มผู้นำระดับสูงนี้ส่งเสริมความคิดทางเศรษฐกิจและนโยบายของโลกขั้วเดียว หากทรัมป์ใช้นโยบายสงครามการค้าก็เท่ากับกีดกันเงินดอลล่าร์ในฐานะสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีผลทำให้เงินดอลลาร์มีความอ่อนแอเนื่องจากลดปริมาณการใช้เงินในตลาดโลก

ประเทศกำลังพัฒนาอาจไม่พอใจเพราะใช้เงินดอลล่าร์อยู่ และไม่ตอบสนองต่อการไหลเวียนของดอลลาร์ในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและประเทศต่างๆ

ขณะนี้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงอันตรายของการลดงบดุลของเฟด ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤติด้านสภาพคล่องในตลาดโลก

หมายความว่าประเทศที่กำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างอินเดียต้องการเงินมากเท่าที่จะเป็นไปได้ เศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอลงโดยการพึ่งพาดอลลาร์เป็นเครื่องมือหลักในการค้าระหว่างประเทศ
หากเป็นเช่นนั้นอินเดียก็ต้องหาทางเลือกอื่นๆ ที่ใช้แทนเงินดอลลาร์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของประเทศเกิดใหม่ได้รับการสนับสนุนจากเฟดด้านการชำระเงินโดยตรง และเกือบจะไม่มีดอกเบี้ยสำหรับการซื้อสินทรัพย์การจัดการโดยตรงในตลาดหุ้น

ดอลลาร์กลายเป็นยาเสพติดที่หลายประเทศไม่เป็นอิสระสำหรับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หากพ่อค้ายาเสพติดหยุดส่งสินค้า? จะเกิดอะไรขึ้น

ผู้ติดยาเสพติดก็จำเป็นต้องหาตัวแทนจำหน่ายรายอื่นหรือรายใหม่แทนที่ หากเฟดจะไม่ลดยอดเงินและไม่หยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย สุดท้ายจะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในตลาดต่างๆ รวมถึงราคาหุ้นในตลาดร่วงลง

อาจเป็นไปได้ว่าอัตราการลดลงนี้จะเร่งตัวขึ้นภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

นั่นคือสภาพคล่องในการค้า และการค้าต่างประเทศจะต้องได้รับการบรรเทาโดยเงินสกุลอื่นๆ หรือเงินสกุลใหม่ของโลก ทาง IMF กำลังหาแนวทางใช้เงินสกุลใหม่อยู่

ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงนั้นไม่มีความจำเป็นต้องไปเชื่อมโยงกับปัญหาการทำสงครามในตะวันออกกลางในการข่มขู่รัสเซียและจีนเพื่อดำเนินการลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐฯต่อไปและทำให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองของโลก

ตอนนี้ประเทศเหล่านี้ก็โยนตราสารหนี้ไปแล้วบางส่วนเพื่อหาเงินสกุลใหม่ในการทำการค้าและกำลังสร้างเส้นทางการค้าใหม่ในลักษณะที่ไม่มีสหรัฐก็สามารถทำได้

และการร่วมมือกันระหว่างเยอรมนีและจีนเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และโอเปกกับรัสเซียกำลังบอกว่าสหรัฐฯไม่ใช่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

ที่น่าสนใจคือ ดอลลาร์มีอุปสงค์ในตลาดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบปัจจุบันได้รับการสนับสนุนโดยสิ่งจูงใจที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเฟด แต่ถ้าเฟดลดสินทรัพย์และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในตลาด เมื่อนั้นประเทศต่างๆ ที่เคยใช้ดอลล่าร์จะเริ่มแสวงหาการสนับสนุนจากที่อื่น

ค่าเงินดอลลาร์มีค่าเฉพาะสำหรับตลาดโลกตราบใดที่เฟดยังคงมีสภาพคล่องอยู่ตลอดเวลา น่าคิดตรงนี้สำหรับนักภูมิรัฐศาสตร์และนายธนาคาร

สถานการณ์ตอนนี้ในสงครามการค้าวอชิงตันแสดงบทบาทแค่ 2 คันโยก (ตราบใดดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองของโลก) คันโยกแรกในกรณีที่เฟดจะยังคงกระตุ้นดอลล่าร์ต่อไป และคันโยกที่ 2 คือผู้บริโภคและ บริษัทของสหรัฐฯ ซึ่งหนี้ของพวกเขาที่มีอยู่ในขณะนี้มากกว่าก่อนภัยพิบัติ ปี 2008

หากเฟดยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็จะส่งผลต่อหนี้บริษัทและผู้บริโภคก็เตรียมตัวตกงาน และการลดค่าแรงหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ผู้บริโภคสามารถรับใช้นโยบายสงครามการค้าได้ ตราบเท่าที่ยังคงบริโภคต่อไป แม้จะมีอัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

ผู้สื่อข่าวบ้านเราบางสำนักรายงานว่าสหรัฐฯจะได้เปรียบจีนและจีนจะอ่วม ซึ่งคิดว่าน่าจะตรงกันข้ามมากกว่า เนื่องจากสหรัฐพึ่งพาผลิตภัณฑ์และสินค้าต่างประเทศ ในขณะที่จีนจะสามารถเปลี่ยนไปใช้ตลาดทางเลือกและรักษาความสามารถในการผลิตของตนเองได้

อาจจะได้เห็นเร็วๆ นี้ว่าการทุ่มตลาดเงินดอลล่าร์อาจหายไป เมื่อราชายาเสพติดหยุดส่งยาให้ดีลเลอร์ตามภูมิภาคต่างๆ


เรื่อง : ชิณสัคค สุวรรณอัจฉริย