เป็นที่ทราบกันดีว่าอีกไม่นานเราจะมี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา รองรับโครงการอภิมหาโปรเจ็กต์ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) อย่างไรก็ตาม นอกจากรถไฟความเร็วสูงแล้ว ยังมี โครงการรถไฟรางคู่ ที่จะขนสินค้าจากทั่วสารทิศสู่ 3 ท่าเรือหลักคือ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบและท่าเรือมาบตาพุด กระจายสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วภูมิภาค รถไฟทางคู่ EEC
จากข้อมูลการขนส่งสินค้าภายในประเทศปีพ.ศ. 2558 ทั้งหมด 597 ล้านตัน
เป็นการขนส่งโดยทางถนนเป็นหลักถึง 81%
มีการขนส่งทางรางหรือทางรถไฟเพียง 2%
ซึ่งการขนส่งสินค้าทางถนน ก่อให้เกิดผลกระทบด้านการจราจรแออัด อุบัติเหตุ และปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศสูงถึง 14% ของ GDP เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศต้องน้อยกว่า 12% รถไฟทางคู่ EEC

การก่อสร้าง รถไฟรางคู่ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองนโยบายลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในเขตพัฒนา EEC เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก และ เป็น Sea Gateway ของเอเชียยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมขนส่งของประเทศรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคการเกษตรและธุรกิจอื่นๆ ด้วยการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมแบบไร้รอยต่อ
สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ได้มีการศึกษากรอบแนวคิดการพัฒนาโครงข่ายรถไฟเชื่อมโยง 3 ท่าเรือหลักในอีอีซีเพื่อเป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศ CLMV โดยระยะการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้

1. ระยะเร่งด่วน จำนวน 3 โครงการ คือ 1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางรถไฟช่วงหัวหมาก – ฉะเชิงเทรา – ศรีราชา (ระยะทาง 125 กม.) 2. โครงการรถไฟรางคู่ ช่วงศรีราชา–สัตหีบ–มาบตาพุด (ระยะทาง 75 กม.) และ 3. โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ (ICD) รองรับการรวบรวมและกระจายสินค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ประเทศกัมพูชา (ผ่านจังหวัดสระแก้ว)

2. ระยะถัดไป จำนวน 6 โครงการ รองรับนิคมอุตสาหกรรม และ เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ คือ 4. โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชา–ระยอง–มาบตาพุด (ระยะทาง 101 กม.) 5. โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงระยอง–จันทรบุรี–ตราด (ระยะทาง 188 กม.) 6. โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงคลองสิบเก้า–อรัญประเทศ (ระยะทาง 174 กม.) 7. โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงท่าแฉลบ–พานทอง (ระยะทาง 120 กม.) 8. โครงการ ICD หนองปลาดุก และ 9. โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมการขนส่งสินค้าในอนุภูมิภาค (เมียนมาและกัมพูชา)
สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงข่ายรถไฟรางคู่เชื่อมโยง 3 ท่าเรือและการขนส่งสินค้าในภูมิภาคคือ การลดปัญการจราจรแออัดบนท้องถนน อุบัติเหตุ และมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าการขนส่งด้วยระบบรางจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 20-30 ของการขนส่งสินค้าทั้งประเทศ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ว่ากันว่าโครงการนี้จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าจากพื้นที่ต่างๆ เข้าสู่ท่าเรือจากเดิม 7% เป็น 30% ลดระยะเวลาจากเดิม 24 ชั่วโมงเหลือไม่เกิน 8 ชั่วโมง ประหยัดเงินจากค่าขนส่งให้กับประเทศได้ประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี และ ยกระดับอีอีซีสู่กลุ่มประเทศ CLMV เชื่อมสนามการค้าโลกอย่างสมบูรณ์แบบ
บทความโครงการที่เกี่ยวเนื่องอย่างอู่ตะเภา










