กระแสความสนใจเรื่องราวการค้นหา-กู้ภัย และส่งกลับ 13 หมูป่าอะคาเดมี จากถ้ำหลวง ที่โจษขานกันไปทั่วทั้งโลก กำลังบันดาลให้รอยหยักในสมองของบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนในคณะรัฐบาลเกิดอาการสติเฟื่องอย่างหนัก


ไม่น่าเชื่อ แต่ต้องเชื่อ…13 หมูป่าได้รับการช่วยเหลือออกจากถ้ำหลวงอย่างปลอดภัยไปแล้ว แต่ระบบคิดและแนวทางปฏิบัติของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางท่านกลับเหมือนยังดำผุดดำว่ายอยู่ในถ้ำ

รูปธรรมที่สะท้อนอาการ ”ติดถ้ำ” ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางท่าน พิสูจน์ทราบได้จากบทสรุปการประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดีทัศน์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นพ้องกันเป็นตุเป็นตะในการเสนอจัดตั้ง ”คณะกรรมการพิเศษ” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อตรวจพิจารณาบทภาพยนตร์ บทสารคดี เกี่ยวกับการช่วยเหลือ 13 หมูป่าออกจากถ้ำหลวงให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง และคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของ 13 หมูป่าไม่ให้ถูกล่วงละเมิด

บทสรุปของที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์ฯดังกล่าว ในการจัดตั้ง ”คณะกรรมการพิเศษ” ดูเหมือนจะดีมากถึงมากที่สุด หากไม่เป็นการเสนอในสิ่งที่ทับซ้อนและซ้ำซ้อนกับกลไกที่มีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

สาระสำคัญของกลไกที่มีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้มีคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก และมีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจพิจารณาบท เค้าโครง เรื่องย่อให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเหมาะสมอยู่แล้ว โดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง ”อุปโลกน์” กลไกพิเศษพิสดารใดๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ซ้ำซ้อนให้มากเรื่องมากความ

ถ้าจะมีรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีบางท่านที่เชียร์ให้ตั้ง ”คณะกรรมการพิเศษ” ขึ้นมาดูแลเรื่องราวของ 13 หมูป่าเป็นการเฉพาะ ออกมายืนยันถึงความจำเป็นด้วยเหตุผลความเป็น ”คณะกรรมการระดับชาติ” โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน ร่วมกับคณะกรรมการที่เป็นผู้แทนมาจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์อีก 10-20 คน รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 27 คน



หากรองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี ยืนยันสรรพคุณ “คณะกรรมการพิเศษ” เช่นนั้น ก็อยากจะขอให้รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ที่เสนอผลักดันจัดตั้ง”คณะกรรมการพิเศษ” ใช้สติปัญญาอันสูงส่งกรุณาอธิบายทีเถอะว่า “คณะกรรมการพิเศษ” ที่พวกท่านพยายามอุปโลกน์ขึ้น ซึ่งมีบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีอำนาจเหนือกว่า..ใหญ่กว่า “คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้อย่างไร



ยิ่งไปกว่านั้น ไส้ในของคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยังประกอบไปด้วยกรรมการที่ระบุตำแหน่งชัดเจนอีก 13 ตำแหน่งคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงท่องที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สมทบด้วยผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 11 คน รวมเบ็ดเสร็จ 27 คนเท่าๆ กับไส้ในของ ”คณะกรรมการพิเศษ” ที่พยายามอุปโลกน์กันขึ้นมา แต่แตกต่างกันลิบลับกับคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ตรงที่กรรมการใน ”คณะกรรมการพิเศษ” ซึ่งจินตนาการขึ้นมา ล้วนเป็น “ผู้แทนหน่วยราชการ” ไม่มีกรรมการโดยตำแหน่ง

หยุดความคิดผลักดันจัดตั้ง ”คณะกรรมการพิเศษ” จัดระเบียบการทำหนัง ทำสารคดีถ้ำหลวงและชีวิต 13 หมูป่าซะเถอะ ปล่อยให้กลไกที่มีอยู่แล้วตามกฏหมายได้ทำหน้าที่ไปตามปกติน่าจะดีกว่ากันเยอะเลย