ว่ากันว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์ในปี 2574 จากการคาดการณ์นี้ ส่งผลต่อทุกภาคส่วนให้ตระเตรียมรับมือกับสังคมที่มีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ โดย ความพร้อมด้านการสาธารณสุข ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน สังคมผู้สูงอายุ ไทย ให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข


ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเจ้ากระทรวงที่ดูแล กำหนดนโยบายและทิศทางในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ของไทย จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาสุขภาพยอดนิยมที่เกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่ง ปัญหากระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุน ก็เป็นภัยสุขภาพอันดับต้นๆที่คุกคามผู้สูงอายุไทย

ข้อมูลสถิติชี้ชัด โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบคุกคาม สังคมผู้สูงอายุ

ข้อเท็จจริงที่เกริ่นมาข้างต้น สนับสนุนด้วยข้อมูลที่ ศาสตราจารย์ พ.อ.(พิเศษ) ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในงานกิจกรรมให้ความรู้ ภายใต้หัวข้อ  “ภัยจากโรคกระดูกพรุน” ที่จัดโดยชมรมรักษ์กระดูก ภายใต้มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บ.แอมเจน ประเทศไทย ไปเมื่อเร็วๆนี้

ศาสตราจารย์ พ.อ.(พิเศษ) ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์

“ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจกับเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมาก สาเหตุหลักเกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น (ผู้สูงวัยคือผู้ที่มีอายุ ≥ 60 ปี) โดย ในปี 2562 จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก คือ มีผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9% และในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์ คือมีประชากรสูงวัย มากกว่า 20% และในปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28 % จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

ศาสตราจารย์ พ.อ.(พิเศษ) ดร.นพ.ทวี บอกเล่าถึงสถานการณ์ โรคกระดูกพรุนในต่างประเทศให้ฟังเพิ่มเติมด้วยว่า ในยุโรป และอเมริกา มีผู้หญิง สูงวัย มากกว่า 7 แสนรายประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก มีอัตราการตายประมาณ 20-25 % ในปีแรก ในขณะที่คนไข้ มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และประมาณ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป ทั้งนี้จำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักทั่วโลกในปี พ.ศ.2593 คาดการณ์จะมีจำนวนประมาณ 6.25 ล้านราย และในเอเชีย มีประมาณ 3.25 ล้านราย

ส่วนในประเทศไทยมีข้อมูลสถิติอัตราการตายภายหลังกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุนในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2541 เป็นจำนวน 289 รายต่อแสนคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 367 รายต่อแสนคนต่อปีในปี 2546  ส่วนใหญ่กระดูกสะโพกหักเกิดจากล้มจากการยืนระดับปกติเท่านั้น  ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 200,000-300,000 ราย และต้องใช้เวลาในการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 22.7 วัน

https://www.movingwithoutpain.com/osteoporosis/

เปิดข้อเท็จจริง สาเหตุทำให้อาการ โรคกระดูกพรุน แย่ลง

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมเมื่อเราอายุมากขึ้น สัญญาณบ่งชี้ของโรคกระดูกพรุน จึงเริ่มปรากฎ ต่อข้อสงสัยนี้ ศาสตราจารย์ พ.อ.(พิเศษ) ดร.นพ.ทวี อธิบายว่า

“กระดูกในร่างกายคนเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น  กระดูกสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนแข็งปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญหลายอย่างในร่างกาย  และแคลเซียมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็ง  ทำให้กระดูกจำเป็นที่ต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานตามหน้าที่ที่ดี”

นี่คือคำอธิบายการทำงานของระบบกระดูกในร่างกายของเรา แต่สำหรับอาการโรคกระดูกพรุน ที่คุกคาม ผู้สูงอายุ นั้น อาจารย์หมอทวี อธิบายด้วยกรณีศึกษาต่อไปนี้

“มีผู้หญิงอายุ 65 ปี คนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบ ร่วมกับมีอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคกระดูกพรุน ถ้าหากแพทย์ให้ความสนใจแค่การให้ยาระงับปวดมารับประทาน แต่ไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องโรคกระดูกพรุน หลังจากผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้ก็กลับมาหาเราด้วยกระดูกสะโพกหักเนื่องจากล้ม ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ ซึ่งมีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบ เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะอย่าลืมว่าการผ่าตัดดามกระดูกที่หักหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆได้”

ในปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่า  กระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชรา ไม่มีทางรักษาได้  ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ ถึงแม้จะทำให้หายขาดไปเลยไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้”

รู้ทัน แนวทางป้องกัน โรคกระดูกพรุน เพราะการป้องกัน ดีกว่า รักษา

รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล

ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุน คือ อายุมากขึ้น และพบว่าผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะบางคนมีประวัติกระดูกหักมาก่อน กอปรกับมีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่ การขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน ใช้ยาสเตียรอยด์ บริโภคแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม และขาดการออกกำลังกายด้วย”

ถึงตอนนี้ ได้เวลามาเรียนรู้แนวทางการป้องกัน และการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งจากคำแนะนำของคุณหมอทั้ง 2 ท่าน สรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

  • แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน ปัจจุบันมียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นถ้าใครมีอาการบ่งชี้เป็นโรคกระดูกพรุน จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • ผู้สูงวัยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อน ๆ เป็นประจำรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน D เพียงพอ และไม่ควรไปหาซื้อยารับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และไม่ควรรับประทานโปรตีนมากเกินพอดี  เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป

รู้ทัน ความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวสู่ สังคมผู้สูงอายุ อ่านบทความนี้กันต่อเลย

https://www.salika.co/2018/03/05/aging-society/

Previous articleTCEB จับมือ กรมส่งเสริมสหกรณ์นำ ผลิตภัณฑ์ชุมชน คุณภาพดีขึ้นห้าง
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.204/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์