ปี่กลองการเมืองไทยกำลังโหมจังหวะระรัวเร้าอกเร้าใจนักเลือกตั้งหนักขึ้นทุกวัน ขณะที่ลายครามการเมืองรุ่นแตกลายงาอย่าง สัญญา สถิรบุตร ซึ่งผ่านสังเวียนการเมืองมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชากรไทย ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่นายสมัคร สุนทรเวช มาตั้งแต่ต้น ฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กลับมิได้ตื่นเต้นตูมตามไปกับเสียี่กลองการเมือง


หนุ่มใหญ่วัยทะลุ 70 ปี อย่าง สัญญา สถิรบุตร ไม่เพียงไม่รู้สึกตื่นเต้นไปกับเสียงปี่กลองการเมืองเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้ามเขากลับมีความรู้สึกเป็นห่วงเป็นกังวลต่ออนาคตการเมือง และอนาคตบ้านเมืองอย่างมาก

“ผมมองว่าแนวโน้มการเมืองไทย ส่อเค้าเลวร้ายกว่าเก่า เน่ากว่าเดิม เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดความจริง เพราะถูกกด ถูกห้าม ไม่ให้พูด ไม่ให้เคลื่อนไหวสร้างกระแส ด้วยเงื่อนไขของม.44 และการไม่ยอมปลดล็อคทางการเมือง”

ทำไมคนมากประสบการณ์ทางมืองอย่างสัญญา สถิรบุตร จึงมองภาพอนาคตการเมืองไทยไปในทิศทางสลดหดหู่ ?

“เหตุผลง่ายๆ ที่อนาคตการเมืองของเราน่าเป็นห่วง เป็นเพราะเรามีรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย มาใช้เป็นแม่บทการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีการให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างล้นเหลือ”

ถ้าเช่นนั้นการเลือกตั้งที่นักเลือกตั้งรอคอย จะต้องคอยเก้อหรืออย่างไร?

คุณสัญญา กลับยืนยันหนักแน่นว่าการเลือกตั้งมีแน่ๆ แต่จะอยู่ไม่นาน แล้วก็จะเกิดการปฏิวัติยึดอำนาจกันอีก เนื่องจากมีการวางยาซ่อนวิกฤตไว้เยอะแยะในรัฐธรรมนูญ

แล้วหนทางที่จะพาประเทศไทยออกจากวงจรอุบาทว์ ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในทัศนะของลายครามอย่าง สัญญา สถิรบุตร ควรเป็นเช่นไร?

“เราต้องสร้างนวัตกรรมทางการเมืองคือสภาลูกขุน ในระบบรัฐสภาขึ้นมา แล้วบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้สภาลูกขุน มาจากผู้แทนภาคประชาชนและประชาสังคม องค์กรวิชาชีพ องค์กรภาคธุรกิจ คอยทำหน้าที่กำกับและถ่วงดุลการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.) เพื่อไม่ให้ สส.ออกเสียงลงมติแบบพวกมากลากไปเหมือนที่ผ่านๆ มา”

“ด้วยกลไกสภาลูกขุน ซึ่งใช้ดุลยพินิจด้วยเหตุผล และออกเสียงลงมติตามหลักเหตุและผล อะไรถูกก็ว่าถูก อะไรผิดก็ว่าผิด ปิดโอกาสการใช้เสียงข้างมากลากไป จะทำให้รัฐสภามีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถพึ่งพาได้ โดยไม่ต้องออกไปเคลื่อนไหวเรียกร้องกันข้างถนน จนเป็นเหตุให้ถูกใช้เป็นข้ออ้างก่อการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำไปซ้ำมา”

คุณสัญญา เชื่อมั่นว่าโดยกลไกสภาลูกขุน จะจรรโลงให้ขวนการประชาธิปไตยมีความมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน เนื่องจากประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของรัฐสภา รู้สึกว่าสภาเป็นของประชาชน และเมื่อสภาถูกคุกคาม ก็พร้อมจะลุกขึ้นปกป้อง

ยิ่งไปกว่านั้นสรรพคุณของสภาลูกขุน ในทัศนะของคุณสัญญา ไม่เพียงทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังจะมีอานุภาพยิ่งใหญ่อีก 3 ประการคือสรรพคุณในการป้องกันแก้ไขการปฏิวัติรัฐประหาร….สรรพคุณในการสร้างความปรองดอง…และสรรพคุณในการแก้ปัญหาการซื้อเสียง

นวัตกรรมการเมืองเรื่องสภาลูกขุน จากคมคิดของรุ่นเก๋าลายครามทางการเมืองอย่าง สัญญา สถิรบุตร น่าสนใจยิ่งนัก