ปัจจุบันพบว่ามีขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งมาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีการขนย้ายขยะดังกล่าวมาหลอมใหม่ จนมีการร้องเรียนเกี่ยวกับมลพิษ กลิ่นเหม็น เสียงดัง รบกวน ฝุ่นละออง เขม่าควัน น้ำเสีย ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ของเสียอันตราย ความสั่นสะเทือนอื่นๆ จากประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อตนเองและชุมชน และมีความฝังใจว่าโรงงานอุตสาหกรรมจะทำให้เกิดมลพิษไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง จนทำให้เกิดการรวมตัวกันต่อต้านโรงงานทุกประเภทที่จะมาก่อตั้งในพื้นที่


จ่าสิบเอกวัฒนชัย บุญมานะ ผู้ประสานงานเครือข่าย CAEC จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และยุโรป โดยเป็นพลาสติกหลายประเภท เช่น พลาสติกประเภทพีอี (PE), พีพี (PP), พีวีซี (PVC), พลาสติกสายไฟเก่า เปลือกสายไฟเก่า ทั้งที่มีส่วนผสมสารหนูที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ขยะส่วนใหญ่ส่งมาทางเรือขึ้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือสมุทรสาคร โดยนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก เดินทางเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานหรือเช่าโกดังที่ว่างเปล่าในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง เพื่อรีไซเคิลขยะเหล่านี้เป็นสินค้าใหม่ส่งกลับไปขายในประเทศต้นทาง และทิ้งผลกระทบด้านมลพิษ สร้างปัญหาความเดือดร้อนต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

นักลงทุนเหล่านี้ได้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๔ / ๒๕๕๙ ลง ๒๐ มกราคม ๕๙  ที่ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท กำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมลำดับที่ ๘๙๑๐๑๑๐๕๑๐๖ สามารถดำเนินกิจการได้ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะโรงงานลำดับที่ ๑๐๕ (การคัดแยกขยะหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) โรงงานเกี่ยวกับการคัดแยกหรือกลบสิ่งปฏิกูล หรือ วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (คัดแยกขยะ) และ ลำดับที่ ๑๐๖ (โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม)

www.open.edu

โรงงานเหล่านี้จะนำขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากท่าเรือไปเก็บตามโรงงานที่สร้างหรือโกดังที่เช่าไว้  ส่วนเตาหลอมก็นำเข้ามาจากประเทศจีน เป็นเครื่องจักรที่มีราคาถูก นำมาติดตั้งเพื่อหลอมพลาสติก เมื่อหลอมเป็นเม็ดพลาสติกแล้วก็จะนำเม็ดพลาสติกส่งกลับไปยังประเทศจีน ในอนาคตถ้าเตาหลอมเหล่านี้ถูกทิ้งร้างไว้ในโกดังก็กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อีก จ่าสิบเอกวัฒนชัย กล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่าย CAEC จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบว่าพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา  มีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกจำนวน ๑๐๖ โรงงาน โรงงานประเภทที่ ๑๐๕ มีจำนวน ๘๑ โรงงาน ประเภท ๑๐๖ มีจำนวน ๒๕ โรงงาน ปัจจุบันเริ่มมีการขยายออกนอกพื้นที่เข้าไปตั้งในจังหวัดอื่นๆ นอกเขต EEC



การร้องเรียนปัญหามลพิษ มีช่องทางการร้องเรียนหลายช่องทาง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อำเภอ ศูนย์ดำรงธรรม สิ่งแวดล้อมจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็จะมีการเข้าไปตรวจสอบปัญหา ให้คำแนะนำแก้ไขปัญหามลพิษ หรืออาจมีการสั่งปิดการดำเนินกิจการ แต่ก็กลับมาดำเนินการอีกได้ ซึ่งปัญหาก็จะกลับมาเหมือนเดิม บางกรณีมีความล่าช้าไม่ทันต่อปัญหา ประชาชนจึงไม่มีความเชื่อมั่นและไม่มีความเชื่อถือกับแนวทางหรือกระบวนการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานราชการ” 



จ่าสิบเอกวัฒนชัย กล่าวต่อว่า นับวันปัญหาเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากรัฐไม่มีมาตรการควบคุมหรือจัดระบบให้มีมาตรฐาน โรงงานเหล่านี้ก็จะสร้างปัญหาต่อชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ EEC ประชาชนก็จะมีการต่อต้านการตั้งโรงงานประเภทอื่นด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

คณะทำงานมีความเข้าใจว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่รัฐต้องการแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่ ให้มีการคัดแยกขยะและแปรรูปขยะได้ แต่มีการอาศัยคำสั่งดังกล่าวมาแปรรูปพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือไม่


สำหรับข้อเสนอการหาทางออกในเรื่องดังกล่าว ผู้ประสานงานเครือข่าย CAEC จังหวัดฉะเชิงเทรา นำเสนอดังนี้

. พิจารณาทบทวนเจตนารมณ์ของคำสั่ง คสช.ที่ ๔ / ๒๕๕๙  ลง ๒๐ มกราคม ๕๙ ที่สามารถขออนุญาตก่อสร้างโรงงานประเภท ๑๐๕๑๐๖ ได้ทุกพื้นที่ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ผังเมืองสีใดก็ตาม ว่ามีเจตนารมณ์อย่างไร หากเป็นการแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่ประเทศไทย ก็ควรแก้ไขคำสั่งดังกล่าวเพื่อปิดช่องว่างการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานประเภทที่ ๑๐๕๑๐๖ หรืออาจพิจารณายกเลิกคำสั่งดังกล่าว

. สำรวจการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะคอมพิวเตอร์ ขยะพลาสติก เปลือกสายไฟว่ามีจำนวนเท่าไร  มีข้อกำหนดการนำเข้าอย่างไร มาจากประเทศใดบ้าง มีกฎหมายใดที่ควบคุมปริมาณนำเข้าหรือมีการลักลอบนำเข้าหรือไม่

. ตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานประเภท ๑๐๕, ๑๐๖ ภายหลังมีคำสั่ง คสช.ดังกล่าวว่ามีการขออนุญาตต่ออุตสาหกรรมจังหวัดในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศจำนวนกี่รายแล้ว มีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อหลอมพลาสติกจำนวนเท่าใด ติดตั้งที่ใดบ้างและกำลังการผลิตอย่างไร บางแห่งอาจขออนุญาตตามกฎหมายเพียงประเภท ๑๐๕ แต่ลักลอบนำเครื่องจักรมาติดตั้ง ลักลอบหลอมพลาสติก ควรพิจารณาให้อุตสาหกรรมจังหวัดพิจารณาประเภท ๑๐๖ โดยคำนึงถึงปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนหรือชะลอการขออนุญาตไว้ก่อน

. รัฐควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน กำกับดูแลโรงงานที่มิได้อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมในการกำกับดูแล          

. รัฐควรกำหนดให้โรงงานหลอมพลาสติกหรือโรงงานประเภทเดียวกันที่อาจเสี่ยงต่อการก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม หรือชุมชน โดยให้โรงงานดังกล่าวอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ไม่ควรให้ตั้งอยู่ที่ใดก็ได้ตามที่เป็นมา              

. กำหนดให้มีเครื่องมือจุดตรวจวัด เกี่ยวกับมลพิษที่มีมาตรฐานให้เหมาะสม เช่น เครื่องตรวจวัดสภาพอากาศ / ค่าฝุ่นละอองกลิ่น, เครื่องวัดความดังเสียงเครื่องวัดคุณภาพน้ำ ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมและเผยแพร่ข้อมูลการตรวจวัดให้ประชาชนทราบ


อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงการ EEC ได้ที่นี่

วางกลยุทธ์รับมือ วิกฤตขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่อุตสาหกรรม EEC

Mission Possible! 3 เมืองนวัตกรรม EECi ขับเคลื่อน EEC