“การจัดการ แรงงานต่างด้าว ของรัฐทำสำเร็จด้วยความยากลำบากก็จริง แต่การจะรักษาความสำเร็จเอาไว้ให้ได้ยิ่งยากกว่า หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเอาไว้ 3 ล้านคนเศษนั้น ควรจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบ Real time ให้เร็วที่สุด”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อเสนอแนะ ของ รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ข้างต้น ที่เผยออกมาหลังปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service – OSS) ไปเมื่อ 30 มิถุนายน 2561 ถือว่าเป็นการสิ้นสุด “การนิรโทษกรรม” แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายและลักลอบทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ มีประเด็นที่น่าสนใจให้นำไปขบคิดต่อ

เพราะจากนี้ไป แม้จะมีบทสรุปเรื่อง การสิ้นสุด การนิรโทษกรรม แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายและลักลอบทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ใช่ว่าเรื่องราวการจัดการแรงงานต่างด้าวของภาครัฐจะจบ ทว่า นี่กลับเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของหน่วยงานภาครัฐในการวางระบบฐานข้อมูลเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยียุคใหม่มาจัดการฐานข้อมูลให้เหมาะสมมากกว่า
เปิดข้อเท็จจริง สถานการณ์ แรงงานต่างด้าว ที่ยังรอการสะสาง
รศ.ดร.ยงยุทธ เริ่มต้นนำเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ ด้วยการชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซึ่งมี 2 ประการ คือ
“ประการแรก มีแรงงานต่างด้าวที่รอพิสูจน์สัญชาติจำนวนมากกว่า 900,000 คน ขณะนี้ และรัฐบาลได้ใช้เวลาในการพิสูจน์สัญชาติได้แล้วเสร็จผ่านระบบ OSS ในพื้นที่ที่แรงงานต่างด้าวทำงานอยู่แล้ว ประการที่สอง รัฐบาลยังใจดีนิรโทษกรรมนายจ้างให้พาแรงงานที่ทำงานกับนายจ้างก่อน 31 มีนาคม 2561 แต่หลักฐานไม่ตรงและ/หรือไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆ ให้สามารถนำไปจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติให้เรียบร้อยภายใน 30 มิถุนายน 2561”
“หลังจากกฎหมายนี้ยังคับใช้ ก็ได้ใจนายจ้างเป็นจำนวนมากที่หาจังหวะนำแรงงานมาจดทะเบียนไม่ได้สักทีเพราะกลัวกฎหมายใหม่ที่จะทำโทษนายจ้างค่อนข้างรุนแรง ถึงแม้จะบ่นเกี่ยวกับการทำงานกระบวนการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติว่ายุ่งยากซับซ้อนมากจนต้องพึ่งนายหน้าก็ตาม แต่ที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกฝ่ายก็ช่วยกันดำเนินการจนผ่านไปได้ด้วยดี”

และเมื่อสิ้นสุดเวลาผ่อนผันคาดว่าจะเป็น “ครั้งสุดท้าย” จำนวนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติทำงานเต็มปีและ แรงงานต่างด้าว ประเภทต่างๆ ที่ทำงานในประเทศไทย คาดว่าจะมีจำนวนโดยประมาณ ตามที่ รศ.ดร.ยงยุทธ ให้ข้อมูลไว้ ประจำเดือนกรกฎาคม 2561 (อาจจะไม่ตรงกับข้อมูลเป็นทางการ) อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคนเศษ หรือประมาณ 8% ของกำลังแรงงานของคนไทย นับว่าเป็นอัตราที่ตลาดแรงงานไทยต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวทุกประเภทค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะจาก 3 ประเทศเพื่อนบ้าน
แต่อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานได้จัดระเบียบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมายได้มากกว่า 90% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่จบ
เนื่องจากตลาดแรงงานต่างด้าวมีพลวัตในตัวของมันเอง นั่นคือจะต้องมีคนเข้า-ออกจากงานอยู่ทุกวัน อันเนื่องมาจากแรงงานต้องการออกเองเพื่อกลับภูมิลำเนา หรือถูกนายจ้างไล่ออก หรือออกเพราะไม่พอใจสภาพการทำงานและค่าตอบแทน หรืออาจจะประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต เป็นต้น ซึ่งทำให้จำนวนแรงงานพร่องลงไป ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาแรงงานต่างด้าวใหม่มาทดแทนแรงงานข้ามชาติที่หายไปถ้าไม่สามารถหาแรงงานไทยมาทดแทนได้
โจทย์สำคัญ ที่ต้องตามต่อกับ สถานการณ์ แรงงานต่างด้าว ในไทย
ต่อเนื่องจากการตั้งข้อสังเกตของ รศ.ดร.ยงยุทธ นี่เอง ที่นำมาสู่ โจทย์ที่สำคัญ ซึ่ง ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน TDRI ท่านนี้ ชี้ให้เห็นต่อ คือ
1. จะเติมเต็มแรงงานต่างด้าวที่ออกจากงาน (Turn Over)ได้อย่างไร เช่น ถ้ามีคนงานออก 2-5% คิดเป็นคนงานต่างด้าวที่ทยอยออกประมาณ 60,000 – 150,000 คนตลอดปี ในเมื่อจะไม่มีการจดทะเบียนใหม่อีกแล้ว
2. คนงานจำนวนดังกล่าว ถ้าอายุของ Passport และอายุ Work Permit ยังไม่หมด แต่กลายเป็นคนผิดกฎหมายเพราะไม่มีนายจ้างจะทำอย่างไร ถ้าแรงงานเหล่านั้นบางส่วนยังไม่อยากกลับบ้าน
3. ทางรัฐบาลไทย โดยผู้ที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ถ้าจะยังต้องการรักษาความสำเร็จที่ได้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวครั้งนี้จนสำเร็จเอาไว้ให้ได้
4. ทำอย่างไรกับการลักลอบเข้ามาเพื่อหางานทำของแรงงานต่างด้าวใหม่และต่างด้าวผิดกฎหมายที่ค้างอยู่

ทางออกที่เหมาะสมของการจัดการ แรงงานต่างด้าว ในไทย
เมื่อตั้งโจทย์แล้ว รศ.ดร.ยงยุทธ ก็นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาตามความคิดเห็นส่วนตัวว่าอาจจะทำได้ ดังนี้
กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวที่มีหลักฐานถูกต้องแต่กลายเป็นคนผิดกฎหมายและไม่ประสงค์ที่จะทำงานในไทยอีกต่อไป ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากดำเนินการส่งกลับสถานเดียว
กรณีที่ 2 กรณีที่มีการบังคับใช้กฎหมายและพบว่าแรงงานไม่มีหลักฐานใดๆเกี่ยวกับการอนุญาตให้ทำงานโดยรัฐ จะต้องทำประวัติไว้แล้วและต้องส่งกลับทันที (เพื่อลดภาระรายจ่ายของรัฐ)
กรณีที่ 3 กรณีที่แรงงานต่างด้าวยังมีระยะเวลาวีซ่าผ่อนผันให้อยู่ในประเทศไทยและเคยมีใบอนุญาตทำงานและประสงค์จะอยู่ในประเทศไทย (เท่าที่เวลาที่เหลือ) รัฐบาลอาจจำเป็นต้องจัดตั้งศูนย์บางประเภทเพื่อรับแจ้งจดทะเบียนผู้ประสงค์จะทำงานเหล่านี้ก็ได้ จะไปเปิดที่บริเวณชายแดนหลักๆของไทย เช่น สระแก้ว หนองคาย แม่สาย แม่สอด เป็นต้น สำหรับนายจ้างที่ต้องการแรงงานและมีโควตาอยู่แล้วก็สามารถแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวเอาไว้ที่ศูนย์จัดหางานชายแดน และสามารถ Matching กับแรงงานต่างด้าวได้โดยตรง
กรณีที่ 4 ถ้านายจ้างที่มีโควตาอยู่แล้วก็อาจจะรับคนงานใหม่ผ่านกระบวนการ (MOU) มีการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป กรณีสุดท้าย ทางหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเอาไว้ 3 ล้านคนเศษนั้นจะต้องรับจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบ Real time ให้เร็วที่สุด
สุดท้าย นักวิชาการท่านนี้ ได้ฝากไว้ในบทสรุปของบทความ “ทีดีอาร์ไอชี้โจทย์สำคัญหลังขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวสำเร็จ” ว่า “ขอเสนอทางเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะนี้โดยเร่งด่วนไม่มากก็น้อยเพื่อให้มาตรการของรัฐที่ได้ดำเนินการไปแล้วจนสำเร็จสามารถบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวจนเข้ารูปเข้ารอยไปแล้วไม่สูญเปล่า”
รอบรู้ ไม่ตกเทรนด์ สถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม ประเทศไทย คลิกอ่านเรื่องนี้ต่อเลย https://www.salika.co/2018/07/20/trade-war/










