ความเป็นจริงวันนี้สะท้อนว่าการศึกษาไทยสอบตก! ต้องการการปรับสร้างทิศทางใหม่ วิธีคิดใหม่ และกระบวนระบบใหม่ ที่ต้องใส่ใจรับผิดชอบต่ออนาคตผู้เรียนและการพัฒนาใหม่ในสังคมยุคไร้พรมแดน! ตัวเลขผู้จบการศึกษาที่ตกงานวิ่งวนในกับดักค่านิยมปริญญามีสูงเกือบ 5 แสนคนในปัจจุบัน บ่งชี้ถึงคุณภาพและความรับผิดชอบของระบบการศึกษา เป็นสภาวะชี้ให้การศึกษาโดยรวมต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ตั้งแต่วิธีคิด ทิศทาง กระบวนระบบ และการจัดการศึกษาโดยรวม!



“You can never solve a problem with the same kind

of thinking that created the problem in the first place”



เจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวถึงการจัดการปัญหาต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราไม่อาจแก้ปัญหาเดิมๆ ได้ด้วยความคิดเดิมๆ ที่เคยสร้างปัญหาให้กับเราตั้งแต่แรก” ชวนให้คิดถึงการวนแก้ปัญหาการศึกษา ที่ผ่านการปฏิรูปการศึกษานานกว่าสองทศวรรษ แต่กลับที่มีสภาพเหมือนลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เพิ่มเงื่อนปมซับซ้อนขึ้นอย่างน่าวิตก โดยที่การบริหารจัดการ สถานศึกษา และคุณภาพการเรียนการสอนยังเผชิญความสูญเปล่ามากขึ้น! ค่านิยมปริญญาที่ทำให้มหาวิทยาลัย ครูอาจารย์ได้ประโยชน์ไปมากมาย แต่ส่งผลต่อเด็กเกือบห้าแสนคนยังตกงาน ส่งคืนเงินกู้ทางการศึกษาไม่ได้! ถูกฟ้องส่งชื่อขึ้นบัญชีเครดิตเน่า! วูบตั้งแต่ไม่เคยได้รับเงินเดือนสักก้อนนึงเลย นี่คือสมการการศึกษาที่ว่าด้วย (ผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย x ค่านิยมปริญญา) + ความด้อยคุณภาพทางการศึกษา = ผลรวมที่น่าวิตกต่อเยาวชน x อนาคตของสังคม!

จากผลรวมดังกล่าว เมื่อผนวกกับข้อมูลความต้องการบุคลากรในความต้องการทางเศรษฐกิจสังคมจากผู้ประกอบการปัจจุบัน ทำให้พบว่าการอาชีวะศึกษาเป็นกลุ่มที่ตอบสนอง “ความต้องการ” ในการมีงานทำ–ได้รับผลตอบแทนสูง สามารถตอบโจทย์การพัฒนา–การจัดการงานระบบสมัยใหม่ ที่พึ่งพาเทคโนโลยีและความต้องการความจำเพาะที่ซับซ้อนในแต่ละสาขาการผลิต และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่ม 10 S curves ที่เป็นนโยบายรัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ


ด้วยสภาพเช่นนี้ คงต้องหันมาทบทวนศึกษาประสบการณ์จากหลายประเทศ ที่ใช้การอาชีวะศึกษาเป็นกระดูกสันหลังของการศึกษาอย่างเยอรมนีหรืออื่นๆ เพื่อนำมายกระดับการพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ให้สามารถปรับตัวเท่าทันโลก! ซึ่งกรณีความสำคัญของการอาชีวะศึกษาวันนี้ “ฟอรั่ม 21” องค์กรเพื่อสังคมศตวรรษที่ 21 ได้สรุปนัยสำคัญของการอาชีวะศึกษาไว้น่าสนใจดังนี้คือ

หนึ่ง การบริหารจัดการการอาชีวะศึกษาปัจจุบัน ต้องการการยกระดับพัฒนาการเรียนการสอน และการปรับความรู้ตามแนวการผลิตและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วซับซ้อน ในทุกสาขาการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม 10 S curves ที่กำลังเป็นกลุ่มเศรษฐกิจหลักตามนโยบายรัฐบาล

สอง การจัดการศึกษาอาชีวะในหลายสาขาวิชาปัจจุบัน จำแนกตามลักษณะการจัดการศึกษาอาชีวะแบ่งได้ 4 ประเภทง่ายๆ กล่าวคือ

กลุ่มที่ 1) เป็นระบบการศึกษาอาชีวะทั่วไป โดยรับเด็กจบ ม.3 มาเรียนต่อ ปวช. ปวส. อีก 3 และ 5 ปี ตามหลักสูตรในแต่ละสาขาวิชา จนจบการศึกษาตามวุฒิตามเป้าหมายของแต่ละคน

กลุ่มที่ 2) อาชีวะทวิภาคี ที่มีการจัดการศึกษาตามหลักสูตรสาขาต่างๆ และส่งไปฝึกงานกับกลุ่มอุตสาหกรรม–ผู้ประกอบการ ตามข้อตกลงความร่วมมือของแต่ละสถานศึกษากับผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งอาจมีการจ่ายค่าตอบแทนหรือการฝึกงานทั่วไปตามข้อตกลงที่จัดขึ้นร่วมกัน

กลุ่มที่ 3) อาชีวะสายพันธุ์ใหม่ ที่อาจปรากฏชื่อเรียกต่างๆ เช่น อาชีวะพรีเมี่ยม อาชีวะ… กลุ่มการศึกษานี้เป็นกลุ่มความพยายามยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานสูงตามสากล และบางส่วนมีการทำความตกลงกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับ 2 วุฒิบัตรเมื่อจบการศึกษาตามข้อตกลงและระบบการเรียนการสอนที่สถานศึกษาจัดขึ้น ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบเป็นการจัดการศึกษาตามที่สถานศึกษากำหนด (supply side) เพื่อมุ่งตอบสนองคุณภาพและแผนงานการจัดการของสถานศึกษา

กลุ่มที่ 4) อาชีวะศึกษาแบบสัตหีบโมเดล ที่นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ประกาศให้ใช้โมเดลนี้ยกระดับการอาชีวะศึกษา ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาจากความต้องการของเศรษฐกิจสังคม โดยกลุ่มผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมกลุ่มต่างๆ จะทำงานร่วมกับสถานศึกษา ตั้งแต่ร่วมกันคัดสรรบุคลากรตามเกณฑ์ที่ร่วมกำหนดขึ้น สร้างและจัดการเรียนการสอนร่วมจนผู้เรียนจบการศึกษา สถานประกอบการเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพิ่มศักยภาพผู้เรียนโดยผู้เชี่ยวชาญสถานประกอบการนั้นๆ ตามความต้องการในการพัฒนาฐานความรู้และเทคโนโลยี บุคคลากรที่จบการศึกษากลุ่มนี้จะมีงานทำทันทีและมีรายได้สูงกว่าเด็กอาชีวะทั่วไป เรียกว่าเป็นการจัดการศึกษาแบบ Demand side อย่างเต็มรูปแบบ แต่ละสถานศึกษาในระดับอาชีวะ อาจมีการสัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือมากกว่า หรือทุกรูปแบบตามที่กล่าวข้างต้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาและความพร้อมขององค์ประกอบโดยรวมเป็นสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบการจัดการอาชีวะศึกษาที่เป็นอยู่วันนี้

สาม จากการศึกษานี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงสภาพงาน ความต้องการของสถานประกอบการ มาตรฐานการผลิต การตลาด และนโยบายของรัฐฯปัจจุบัน ระบบการศึกษาต้องเข้าใจพื้นฐานเศรษฐกิจฐานความรู้ และโครงสร้างงานในระบบอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีความต้องการแรงงานแบบจำเพาะ ตามมาตรฐานการผลิต & การประกอบการ การสร้างการศึกษาตามความต้องการ (Demand side) จึงเป็นคำตอบที่พุ่งเป้าลดความสูญเปล่าทางการศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ


นี่คือภาพรวมว่าทำไม เลขาธิการ EEC และคณะทำงานพัฒนาบุคลากรของ EEC จึงเน้นสร้างการศึกษาแบบ demand side และพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาที่มีศักยภาพกับสถานประกอบการในพื้นที่เขตพัฒนาภาคตะวันออก นี่คือภาพสะท้อนที่เป็นจริงจากหน้างาน ไม่ใช่วาทกรรม!


โดย : apichatology