ภาพความทุลักทุเลสะบักสะบอมของเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 กำลังผุดขึ้นในมโนสำนึกและความทรงจำมิรู้ลืมของใครต่อใครจำนวนมากมายก่ายกองที่เคยผ่านประสบการณ์ความลำเค็ญ เมื่อสัมผัสรับรู้ข่าวคราวสถานการณ์น้ำยามนี้
“มันจะท่วมหนักเหมือนปี 54 มั้ย????” คือปุจฉาที่ปะทุขึ้นด้วยความกังวล จากผู้คนที่เคยผ่านบทเรียนความเสียหายเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยที่ปราศจากคำวิสัชนาพาชื่นใจ
คนใหญ่คนโตในสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นในยุครัฐบาลปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการเรื่องน้ำแบบเบ็ดเสร็จในลักษณะ “Single Command” หรือ “One Stop” ไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยออกมายืนยันนั่งยันว่าสถานการณ์น้ำปี 2561 ไม่เหมือนกับสถานการณ์น้ำปี 2554
เมื่อไม่มีใครออกมายืนยันความชัดเจน ชาวบ้านชาวเมืองจึงยังคงถูกปล่อยให้น้ำหลอกหลอนนอนไม่หลับกันต่อไป
อย่างไรก็ดี หากได้พินิจพิจารณาข้อมูลน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผสมผสานกับข้อมูลแผนที่พยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาประกอบกันแล้ว น่าจะพอบอกได้ว่าพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ที่เคยต้องประสบมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสาหัสาสากรรจ์ จะไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมเยี่ยงนั้นซ้ำอีกในปี 2561
ทำไม ??
เหตุผลเป็นเพราะค่าเฉลี่ยของปริมาณในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลักจำนวน 12 แห่ง ทางภาคเหนือและภาคกลาง อย่างเช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่กวง เขื่อนแควน้อย เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนกระเสียว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ต้อง ”สำลักน้ำ” ในปี 2554 มีปริมาณน้ำสะสม ณ 31 ก.ค.ในระดับที่เบาใจได้ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 30-67% ของปริมาตรความจุอ่างหรือเขื่อนโดยรวม 26,244 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งแนวโน้มปริมาณฝนก็ไม่สู้จะรุนแรงมากนัก
ในทางตรงกันข้าม พื้นที่เสี่ยงเข้าขั้นน่าหวาดเสียวเอามากๆ สำหรับสถานการณ์น้ำปี 2561 คือพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนหลายแห่งในพื้นที่เหล่านั้นอยู่ในขั้น ”วิกฤต”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่มีปริมาตรการรองรับน้ำแล้วกว่า 84% จากปริมาตรความจุรวม 26,605 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเป็นปริมาณมาก เพื่อความ ”ปลอดภัย” ของเขื่อน
ทำนองเดียวกันเขื่อนน้ำอูน ในจังหวัดสกลนคร ก็มีปริมาณน้ำสะสมแตะระดับ 100% ไปแล้ว จากปริมาตรความจุรวม 517 ล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ในข่ายต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเป็นปริมาณมาก เช่นเดียวกับเขื่อนแก่งกระจาน ในจังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนปราณบุรี ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ต่างก็มีปริมาณน้ำกักเก็บเข้าเกณฑ์วิกฤต และต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเป็นปริมาณมาก
สรุปรวบยอดรวมความแล้วปี 2561 ชาวบ้านภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง ไม่น่าจะเจอเคราะห์กรรมซ้ำรอยปี 2554 แต่ชาวบ้านภาคตะวันตก ภาคใต้ตอนล่างบน และภาคอีสาน ออกจะน่าเป็นห่วงมากๆ











