กำลังถูกจับตามองอย่างมากสำหรับ เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชนพรรคและฝ่ายอำนวยการพรรค วัย 29 ปี ลูกชายกูรูรัฐศาสตร์ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แกนนำ รปช. กับการเข้าสู่สนามการเมือง และการเสนอทางออกต่อการเมืองยุคใหม่


ด้วยชีวิตที่มีโอกาสไปอยู่ท่ามกลางสังคมตะวันตก หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยไปเรียนต่อไฮสคูลที่สหรัฐอเมริกา สำเร็จปริญญาตรีบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย คอมมอนเวลท์ จากนั้นมาศึกษาปริญญาโทการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหนานไค ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กลับมาเป็นอาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะลาออกมาเล่นการเมืองภายใต้ชายคา รปช.

ด้วยความที่เคยอยู่ทั้งซีกโลกตะวันตกคือสหรัฐอเมริกา และซีกโลกตะวันออกคือจีน ทำให้เห็นจุดเด่นจุดด้อยของทั้ง 2 ประเทศ ในอเมริกาหลายคนอาจจะมองว่าเป็นโลกเสรี แต่ภายใต้ความเสรีกลับถูกบีบด้วยกฎหมายที่เข้มงวด เกิดการเหยียดสีผิว เชื้อชาติ กลายเป็นบรรยกาศแห่งความเหงา ในขณะที่ซีกโลกตะวันออกอย่างจีนที่ถูกมองว่าไม่มีเสรีภาพ แต่กลับให้ความรู้สึกเสรีมากกว่า อาจมีบางสิ่งที่ขาดหายไปเช่นวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันผู้นำเริ่มฟื้นฟูวัฒนธรรมกลับมา

ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เดินเข้าสู่สนามการเมือง เขตรัฐมองว่าหากมีโอกาสเขาอยากปรับโครงสร้างหลักสูตรการศึกษา ด้วยการเปิดหลักสูตรให้เด็กได้ค้นหาตัวเอง เช่น การเรียนคณิตศาสตร์วิเคราะห์ ไม่ใช่คณิตศาสตร์แบบท่องสูตรคูณ พัฒนาให้เด็กกล้าคิดนอกกรอบ แต่ก็มีสัมมาคารวะ นอบน้อมตามมารยาทดีงามของสังคมไทย รวมถึงการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาในระบบอาชีวศึกษาและวิทยาลัยการเกษตร ที่เป็นการศึกษายุคใหม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศ



“ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับใบปริญญามากไป เมื่อเป้าหมายคือ “ใบปริญญา” การค้นหาศักยภาพจริงจึงไม่เกิด กลายเป็นการผลิตบัณฑิตออกมาจำนวนมาก แต่ขาดศักยภาพการทำงาน ไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนประเทศจึงไม่สมดุล” เขตรัฐ กล่าว



และมองว่า ปัจจุบันคน 60% ยังหมุนเวียนอยู่ในภาคการเกษตร แต่รายได้หลักตกอยู่กับกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลชี้ว่าจีดีพีของประเทศเติบโตขึ้น คนระดับฐานรากจึงไม่เข้าใจว่าจีดีพีโตอย่างไร ในเมื่อเงินในกระเป๋าน้อยลง สินค้าขายได้น้อยลง ผลผลิตต่อไร่น้อยลง เป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาตรงนั้นให้ได้  

“เราต่างรับรู้ปัญหาเหล่านี้ แต่ไม่ได้มีใครเน้นแก้ไขเรื่องนี้ ถ้าเรายังอยู่เฉย ๆ  ได้แต่บ่น นอกจากปัญหาจะไม่ถูกแก้แล้ว ยังพอกพูนให้เพิ่มมากขึ้นด้วย เรื่องนี้ผมต้องการจะช่วยสร้างพรรคการเมืองเป็นของประชาชน ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่เป็นพรรคของนักการเมืองหรือนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่อยากให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาช่วยสร้างประเทศ มีส่วนร่วมกันจริงๆ เราจึงค้นหาเยาวชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมกันทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง หน้าที่ของพวกผมคือการวางโครงสร้างของพรรคไม่ให้ถูกครอบงำจากแนวทางของนายทุนพรรค ต้องมุ่งคัดคนที่มีอุดมการณ์เข้ามา มีคณะกรรมการด้านวินัยและจริยธรรม คอยตรวจสอบความซื่อตรงของนักการเมืองในพรรค ถ่วงดุลกันเองภายในพรรค เพื่อไม่ให้เกิดการครอบงำ”

อย่างไรก็ตาม เขตรัฐมองว่าเส้นทางการเมืองไม่ได้สวยหรูโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ยังมีอุปสรรคขวากหนามอีกมากมาย จึงจำเป็นต้องเตรียมกาย เตรียมใจ ให้พร้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นวันข้างหน้า พร้อมกันนี้ การเสนอแนวทางพัฒนาการเมืองยุคใหม่ ต้องฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ ผู้มีประสบการณ์ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาก่อน นำมาผสานให้ลงตัวกับแนวทางที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

“ผมเชื่อว่าวันนี้ถึงเวลาของการเมืองแนวสร้างสรรค์แล้ว หมดยุคการเมืองด่ากันไปด่ากันมา เราจะไม่มองซ้ายหรือขวา แต่จะมองด้านสร้างสรรค์ของประเทศไทย ขจัดความเกลียดชังและความคับแค้นให้หมดไป”

กระนั้นก็ตาม เขตรัฐไม่ปฏิเสธว่า ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยึดโยงอยู่กับปัญหาอดีต ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ทุกคนต่างรับรู้ถึงต้นตอของปัญหาเหล่านั้น วันนี้จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะร่วมแก้ปัญหาเพื่อก้าวไปต่อข้างหน้า ไปสู่โลกที่ดีกว่าวันนี้ สู่อนาคตที่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติเชิงบวกแบบนี้ เริ่มขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะกลายเป็นกำลังหลักของสังคม ในการสร้างประเทศชาติต่อไป