ความสัมพันธ์การค้าต่างประเทศในปัจจุบันเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ ความเข้าใจแพลทฟอร์มทางเศรษฐกิจ


การประกันให้อุตสาหกรรมมีความมั่นคงและที่สำคัญการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของตนเองนั้น จำเป็นที่ต้องเข้าใจในห่วงโซ่ตัวผลิตภัณฑ์สินค้าเหมือนกับในกรณีของประมงที่มีปัญหาไอยูยูกับอียู หากขาดการศึกษาประสบการณ์ที่อื่นๆ ขาดการเข้าถึงเข้าใจอุตสาหกรรมตัวนี้ ก็ส่งผลต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป ในรอบหลายปีตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมตัวนี้เจอแต่การออกกฏหมายในการจัดการปัญหา ส่งผลต่อการลงทุนต่อภาคอุตสาหกรรมนี้โดยตรง

จากข้อมูลหน้างานภาคอุตสาหกรรมประมงและการแปรรูปประมงได้ลดจำนวนลงเหลือร้อยละ 20 ตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบันในบางจังหวัด เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบในท้องถิ่น ไม่สามารถหาวัตถุดิบได้โดยตนเองในการสนับสนุนแปรรูปประมงอยู่ในช่วงขาลง รายได้โดยรวมลดลงกว่า 50% เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปริมาณวัตถุดิบลดลง หรือขาดแคลนสินค้าบางประเภท จากผลกระทบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม รัฐจัดระเบียบการทำประมงใหม่ คุมเข้มเรือประมงในการจับปลา มีผลให้จำนวนเรือประมงและปริมาณวัตถุดิบลดลงไปอย่างมาก ส่งผลให้การรับคำสั่งซื้อลดลงด้วย ทำให้วัตถุดิบอาหารทะเลที่ขาดแคลน และมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ ปลาหมึกและปลาทะเลบางชนิด ผู้ประกอบการต้องหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นๆ อย่างเวียตนาม โดยการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตสินค้าให้ทันกับออร์เดอร์ ผลที่ตามมาทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดเล็กหลายรายต้องปิดกิจการ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทุกวันนี้ถือว่ายังดำเนินธุรกิจไปได้

ดูเหมือนว่าตัวเลขของการส่งออกอาหารทะเลสูงขึ้นจากการรายงานแต่เป็นกลุ่มปลาทูน่า กุ้งเกิดการขยายตัวของการส่งออกแต่เป็นวัตถุดิบนำเข้าอย่างปลาทูน่า แต่สำหรับการบริโภคในท้องถิ่นที่มาจากการจับปลาโดยประมงของท้องถิ่นนั้นมีข้อจำกัดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ไม่สามารถออกจากจับปลา ประสบปัญหากับความยากลำบากในการออกเรือ และผู้ประกอบการบางรายไม่กล้าที่จะออกเรือ เพราะสุ่มเสี่ยงกับการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการบังคับให้เรือทุกลำต้องมีเรือชูชีพ ลูกเรือประมงต้องสวมเสื้อชูชีพ และนายจ้างต้องเก็บสลิปที่ลูกจ้างถอนเงินและนำมาถ่ายเอกสารแล้วนำไปยื่นต่อศูนย์แจ้งเข้าแจ้งออกซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับเรือประมง

หากดูตรงนี้กลยุทธ์ที่นำมาใช้ดังกล่าวนั้นไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการจับปลาเพื่อนำมาใช้ในการบริโภคภายในประเทศและแปรรูปต่อไป เนื่องจากรายได้หลักจากการส่งออกไปตลาดอียูนั้นเกี่ยวกับนำเข้าปลาทูน่าส่วนใหญ่ ดังนั้นมาตรการที่นำมาใช้เป็นตลาดคนละตัวและการขยายตัวของการส่งออกนั้นไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมประมงในท้องถิ่น 

ในเวลาเดียวกันความยุ่งยากที่เกิดขึ้นกับการรายงานข้อมูลของการจับสัตว์น้ำและอื่นๆ ชาวประมงมองว่ามีต้นทุนธุรกรรมที่สูง และบางเรื่องไม่สามารถนำมาปฎิบัติได้ ประมงบางพื้นที่จึงโอนสัญชาติไปเป็นมาเลเซีย กัมพูชา ซึ่งไม่มีความยุ่งยากและสามารถส่งสินค้าได้โดยตรง

กลยุทธ์ดังกล่าวนั้นส่งผลทำให้อุตสาหกรรมขนาดย่อมส่วนใหญ่ปิดตัวลง โดยภาครัฐต้องการแก้ปัญหาดังกล่าวภายใน 6 เดือน ในขณะนี้ปัจจุบันกำลังเป็น 4 ปี ก็กำลังออกกฎหมายเจอแรงต้านของชาวประมงอยู่ ในขณะที่เวียตนามในปัญหาเดียวกันใช้เวลาตามแผนงาน 8 ปี เพื่อที่จะเข้าสู่มาตรฐานอียู ประกอบกับเวียตนามทำข้อตกลงทางการค้าเสรีกับอียูด้วย จึงมีแรงจูงใจอย่างมากหากทำได้ แต่ของไทยนั้นใช้ระยะเวลาที่น้อยในการแก้โดยใช้กฏหมายเป็นหลัก และขาดการศึกษาผลกระทบตามมาในทางปฎิบัติ โดยเฉพาะต้นทุนธุรกรรมส่งผลให้อุตสาหกรรมปิดตัวและมีความเสี่ยงในการลงทุน

กลยุทธ์ของการใช้เพื่อนบ้านเชือดคอตนเองน่าจะถูกตัดสินในปีหน้าของการเลือกตั้ง และเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ชัดเจนดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ทำให้เวียตนามกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบในขณะที่ประมงท้องถิ่นของเราไม่มีรายได้ (ต้นทาง) 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราไม่มีกำลังซื้อในขณะที่เศรษฐกิจเติบโต เพราะเราจัดการแปรรูปกลางทางในขณะที่เวียตนามต้นทางทำให้รายได้ตรงนี้สูญไป


เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย