การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ประเทศสิงคโปร์ นั้น เราได้เห็นข้อเสนอของการแข่งขันบนแพลตฟอร์มของแต่ละกลุ่มประเทศ ผ่านการให้ความหมายภูมิรัฐศาสตร์อินโด-แปซิฟิก เนื่องจากพื้นที่นี้จะทรงพลังทางเศรษฐกิจ กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกอีก 10 ปีข้างหน้า แทนที่แอตแลนติกที่เคยครองความเป็นเจ้า คือมีทั้งเบอร์ 1 และ 2 ของโลกตั้งอยู่แห่งนี้ในอนาคต ดังนั้น ประเทศที่ควรจับตามอง และจะกลายมาเป็น Game Changer ในสมรภูมินี้ หนีไม่พ้น อินเดียและจีน


 

บทวิเคราะห์ อินเดียและจีน อินเดียยังอ่อนแรง พลังทางเศรษฐกิจยังเป็นรอง จีน 

หากพิจารณาพลังทางเศรษฐกิจ จีน เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะขณะนี้ จีนมี จีดีพี 12.4 ล้านล้านดอลลาร์ (หากดูกำลังซื้อ)  ส่วน อินเดีย มีพลังทางเศรษฐกิจ เป็นรองจีดีพีของจีนเกือบสามเท่า ซึ่งมีเพียง 4.7 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น (อันดับ 4 ของโลก) ทำให้อินเดียยังคงเป็นรองจีนในแง่ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าจีนมีอัตราการเติบโต 8-10% ต่อปีเป็นเวลานานแล้ว อัตราการเพิ่มขึ้นของจีดีพีของอินเดียนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 จะอยู่ที่ประมาณ 7%

www.fondsk.ru

โครงสร้างประชากรที่ดี ข้อได้เปรียบที่จะส่งให้ อินเดีย พัฒนาทัน จีน

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ อินเดียและจีน ส่วนใหญ่อินเดียยังห่างไกลจากจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างมากด้านหนึ่ง นั่นคือประชากรจีนเร็วๆ นี้จะเข้าสู่ช่วงของจำนวนคนในวัยเกษียณอย่างรวดเร็ว และจะเกินจำนวนของคนงานใหม่ ตามการสำรวจสำมะโนประชากรล่าสุดตั้งแต่ปี 2010 ประชากรวัยทำงาน (ตั้งแต่ 16 ถึง 60 ปี) ในจีนเริ่มลดลงซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการเกิดต่ำ

ในขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่มีอายุมากขึ้นจะเพิ่มขึ้นและเพิ่มภาระให้กับระบบการเงินของประเทศ
ปัจจัยนี้จะกลายเป็นข้อจำกัดพื้นฐานสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน และอาจจะทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาของการพึ่งพาการลงทุนนอกประเทศในอนาคต คือจีนจะเปลี่ยนไปสู่การส่งทุนออกนอกประเทศแทน ให้ประเทศอื่นๆ หรือบริวารทางเศรษฐกิจสนับสนุนการผลิตสินค้าป้อนตนเอง

ในทางตรงกันข้าม อินเดียเข้าสู่ยุคประชากรที่ดีที่สุดเมื่อโครงสร้างอายุถูกครอบงำโดยคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติภายในปี 2030 ประชากรของจีนจะเริ่มลดลง อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

ประชากรอินเดียล้น ทำคุณภาพชีวิตชาวอินเดียลดต่ำลงอีก

แต่การพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียกำลังประสบกับภาวะวิกฤต เพราะชาวอินเดียประมาณ 600 ล้านคนต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ จากการรายงานของ Niti Aayog ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจาก 24 ใน 29 รัฐในอินเดียกล่าวว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า วิกฤตนี้จะเลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น

ตามรายงาน ในแต่ละปีผู้คนประมาณ 2 แสนคนในอินเดียต้องเสียชีวิตเนื่องจากการขาดเข้าถึงการบริโภคน้ำสะอาด ปัจจุบันข้อพิพาทที่สำคัญชี้ให้เห็นว่าทรัพยากรน้ำแห่งชาติอยู่ในมือขององค์กรที่มีอำนาจดูแลเด็ดขาด โดยในปี 2030 จำนวนประชากร 40% ของอินเดียจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มได้

ในปี 2020 จำนวน 21 เมืองจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาล 100 ล้านคนจะได้รับผลกระทบและภายในปี 2050 จีดีพีจะลดลง 6% ที่น่ากลัวของทั้งหมดคือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของรัฐต่างๆ ในอินเดีย 

จุดอ่อนตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า การคาดการณ์อย่างมั่นใจว่าแกนปักกิ่ง-วอชิงตันจะทำหน้าที่เป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดของการเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 นั้นอาจจะมีปัญหา ถ้าอินเดียและจีนสามารถตกลงกันได้โดยการจัดตั้ง “พันธมิตรเอเชีย” ก็จะสามารถเรียกร้องสิทธิ์อำนาจโลกได้อย่างง่ายดาย โดยกลุ่มนี้มีต้นทุนเดิมจาก BRICS 

แต่ทั้งอินเดียและจีนก็มีปัญหาท้าทายของตนเองในอนาคตอย่างที่ระบุมาข้างต้น หากภูมิเศรษฐกิจของไทยสามารถตอบคำถามให้แก่จีนในแง่สังคมสูงวัยได้ในอนาคต ตั้งแต่สินค้าการเกษตรจนถึงเทคโนโลยีประจำวันในการดำเนินชีวิต โดยมีระบบโลจิสติกส์การขนส่งอย่างคุ้มค่าระหว่างประเทศ และหากเราสามารถจัดการปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยด้านการจัดการน้ำ ดิน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ รวมถึงเป็นชาติที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ตามสุขอนามัยตามมาตรฐานสากลก่อนประเทศอื่นๆ

คาดว่าจะสามารถตอบโจทย์ให้แก่อินเดียและจีนตรงนี้ และมีห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์หลายล้านล้านในอนาคต ในขณะเดียวกัน ไทยเริ่มต้นการแก้ปัญหารวยกระจุกและจนกระจายตามแนวทางออกของตนเอง ที่ไม่เกี่ยวกับกลยุทธ์ตัวแทนบรรษัทข้ามชาติ


เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

 

อ่านเรื่องราวของสองมหาอำนาจ จีน อินเดีย กันต่อ คลิก

นเรนทระ โมที ผู้พลิกอินเดีย สู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่โลกต้องมอง

กุ้ยโจว ใช้ Big Data และ Cloud Computing อย่างไร จึงลดจำนวนคนจนได้ถึง 6.7 ล้านคน ภายใน 5 ปี!