เจสัน ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสิงคโปร์ที่เข้ามาปักหลักทำธุรกิจในเมืองไทยกับความฝังใจที่หยั่งรากลึกมานานกว่า 30 ปี ต้องการตอบแทนบุญคุณประเทศไทย เมื่อเขามีโอกาสร่วมงานกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานระยอง พัฒนาบุคลากรป้อนเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี และได้รับเชิญมาแสดงวิสัยทัศน์ในงานการสร้างความเข้าใจการพัฒนาเมืองยุคใหม่และการปรับทัศนคติชุมชนเกี่ยวกับงานอีอีซี” ของเครือข่าย CAEC จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และ จังหวัดระยอง ณ ห้องประชุม โรงแรม Mytt พัทยา ชลบุรี เลยฉายมุมมองเต็มที่ ชนิดที่เรียกว่า..จัดเต็ม


ไทยกับสิงคโปร์ต่างกันตรงไหน?

เจสัน ตัน กล่าวถึงความแตกต่างของไทยกับสิงคโปร์ ในฐานะคนนอกที่มองเข้ามา ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ ทั้งสิ้น โดยบอกว่าเขาเกิดในช่วงปี 1962 ก่อนสิงคโปร์แยกออกจากมาเลเซีย 3 ปีเป็นการเติบโตจากจุดเล็กๆบนแผนที่โลกตอนที่สิงคโปร์ถูกแยกออกจากมาเลเซียทั่วโลกเห็นว่านายกลีกวนยูร้องไห้เพราะว่าเสียใจไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปไม่มีแนวทางไม่มีความคิดไม่มีแบคอัพ

เราเติบโตจากการไม่มีอะไรสักอย่าง นอกจากหัวใจ แต่ประเทศไทยโชคดีมีทุกอย่าง สิงคโปร์กับประเทศไทยแตกต่างกันตรงนี้ ผมไปเกาหลี อินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ จีน ใครๆก็ชมว่าคนสิงคโปร์เก่ง แต่จริงๆเราไม่ได้เก่ง คนสิงคโปร์ก็เหมือนคนที่อื่นทั่วโลก เพียงแต่ว่าเราต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ไม่อย่างนั้นเราจะตายเจสัน ตัน กล่าว


ความประทับใจในประเทศไทย

ความประทับใจครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ตอนผมมาเมืองไทยครั้งแรก เดินทางไปซื้อทุเรียนที่สวนในจังหวัดจันทบุรี ไปกับเพื่อนคนไทย ไปถึงแถวนั้นค่ำแล้ว เห็นป้าคนหนึ่งกวาดลานบ้านอยู่จึงเข้าไปถามว่าสวนที่เรากำลังจะไปอยู่ตรงไหน ป้าอธิบายทางเสร็จบอกว่าถ้าไปตอนนี้อาจจะหลงทางได้ เพราะใกล้มืดแล้ว จึงชวนผมกับเพื่อนนอนที่บ้าน แถมทำไข่เจียวให้รับประทาน ทำให้ผมซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยตั้งแต่บัดนั้น และคิดอยู่เสมอว่าถ้ามีโอกาสจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดินนี้


อีอีซีในความคิดของเจสัน ตัน?

เจสันตันกล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการอีอีซีว่ากำลังชนกับสิ่งที่รุนแรงของสังคมจึงต้องเข้มแข็งอย่างมากและต้องเข้าใจว่ากำลังทำอะไร

พวกคุณต้องเป็นหนึ่งเดียวกันและมีวินัย เพื่อผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ อีอีซีต้องมีวอร์รูมหรือห้องบัญชาการ นำผู้เชี่ยวชาญมาระดมสมอง วางแผนเดินไปข้างหน้า ถ้าคนไทยอยากทำจริงๆ แค่ร่วมใจกัน เพราะว่าพื้นฐานมีแล้ว งบประมาณมีแล้ว คนก็มีแล้ว โอกาสแบบนี้จะไม่กลับมาอีกแล้ว ต้องร่วมมือกันผลักดันโครงการนี้ไปให้ถึงเป้าหมาย


มุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องสร้างจุดแข็งในประเทศและนำขึ้นมาพัฒนาก่อน เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทำให้คนอยู่ดีกินดี เพื่อนำศักยภาพกลับมาพัฒนาประเทศ ยังมีโอกาสอีกมากที่รออยู่ แต่ต้องลงมือทำวันนี้ รถของคุณอาจมีปัญหาแค่ล้อแตก ซ่อมเสร็จก็ไปต่อได้ แต่หากวันนี้ไม่ลุกขึ้นก้าว อนาคตจะลำบาก 


ปี 2018 ประเทศไทยกำลังจะสร้างเมืองใหม่ เพราะรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา สมัยก่อนเราแข่งขันกันในด้านความขยัน จากนั้นมาสู่ยุคความรวดเร็ว แต่ปัจจุบันเราแข่งขันกันด้วยสมองและเทคโนโลยี เราจึงต้องมีสมาร์ทซิตี้


เปรียบเทียบเมืองไทยกับเพื่อนบ้าน?

ถ้าสักวันเมียนมาก้าวขึ้นมา เราจะมีปัญหา เพราะเขามีชายแดนติดกับประเทศจีน สามารถทำอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกันได้ แค่ผลิตป้อนประเทศจีนก็มหาศาลแล้ว นักลงทุนจะเฮโลไปที่นั่น และคนเมียนมาส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ ค่าแรงก็ถูก สำหรับเวียดนาม ผมมองว่ายังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย เมื่อเทียบกับเมียนมา แต่ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคนไทย ถ้าร่วมใจกันเดินไปข้างหน้า ประเทศไทยคือไข่มุกแห่งเอเชีย