Global Economic Shift from West to East หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนผ่านจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก สะท้อนได้อย่างเด่นชัดว่า จีน เติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย ทั้งยังมีแรงดึงดูดนักลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ยังถูกจับตามองอย่างยิ่ง จากการวางยุทธศาสตร์ One Belt One Road


Silk Road สู่ One Belt One Road เส้นทางยักษ์ปักหมุดเชื่อมโลก

ปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญคือ การวางยุทธศาสตร์ Silk Road หรือ เส้นทางสายไหม เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เพื่อขยายตลาดการค้าและเผยแพร่วัฒนธรรมจีนออกไปยังทวีปยุโรป ซึ่งประสบความสำเร็จ เมื่อถึงยุคของ สี จิ้นผิง (习近平) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน นำ Silk Road มาปัดฝุ่นใหม่และจัดหนักจัดเต็มกว่าเดิม เป็น One Belt One Road หรือ แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 เพื่อขยายเส้นทางการค้า การคมนาคมขนส่งข้ามแดน ที่ท็อปฟอร์มยิ่งกว่าเส้นทางใดในโลก

One belt one road
โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง One Belt, One Road (OBOR) นั้น เรียกได้ทั้ง One Belt and One Road, Belt and Road Initiative (BRI), Belt and Road | ภาพ : www.gisreportsonline.com


One Belt One Road 
โครงการที่ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2556 เป็นเส้นทางการค้า การคมนาคมขนส่งที่จะเชื่อมจีนกับยุโรป ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานผ่านเส้นทางถนนและทางรถไฟ มีทั้งเส้นทางบกและเส้นทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 60 ประเทศ ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาตะวันออกและเหนือ แน่นอนว่าโครงการระดับนี้ต้องใช้งบลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างรางรถไฟ ถนน โรงไฟฟ้า ท่อส่งพลังงาน ฯลฯ โดยมีการประมาณการไว้ว่าต้องใช้เงินราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดการณ์กันว่าจะแล้วเสร็จในปี 2592 (ค.ศ. 2049 หรือ 31 ปีข้างหน้า)

โครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษ 21
จะส่งผลต่อ 65% ของประชากรโลก
มีผลกระทบต่อ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก
และ 1 ใน 4 ของการค้าโลก


Chongqing china one belt one road
https://pixabay.com

ทำความรู้จัก มหานครฉงชิ่ง
เมืองแรกของเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป

ฉงชิ่ง (重庆市) เป็นมหานครอันดับที่ 4 ของประเทศจีน โดยแยกตัวออกมาจากมณฑลเสฉวนและยกระดับเป็น มหานคร ต่อจากกรุงปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ มหานครเทียนจิน ในปี 2540 และเติบโตอย่างรวดเร็วจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้นโยบายพัฒนาภาคตะวันตก (Western Development Policy) จากรัฐบาลกลาง

แม้ไม่ได้อยู่ติดทะเล แต่มหานครฉงชิ่งก็มีแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำเจียหลิงไหลผ่าน จึงเอื้อประโยชน์ในด้านการเป็นเมืองท่า การคมนาคมขนส่งทางน้ำ และได้รับการพัฒนาจนเป็นเมืองท่าแห่งจีนตะวันตกที่มีความทันสมัยอย่างยิ่ง

chongqing logistics china
www.facebook.com/XinhuaNewsAgency.th

ด้านเส้นทางคมนาคมทางบก ฉงชิ่งยังมีเส้นทางเชื่อมออกไปยังต่างประเทศด้วย เช่น เส้นทางขบวนรถไฟขนส่งสินค้าฉงชิ่ง-ยุโรป (渝新欧) ซึ่งเป็นระบบรางสายแรกที่เชื่อมโลกการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป โดยวิ่งผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน, คาซัคสถาน, รัสเซีย, เบลารุส, โปแลนด์ และเยอรมนี 

การขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างจีน-ยุโรปนั้น ได้เปรียบตรงที่มีต้นทุนถูกกว่าการขนส่งทางอากาศ และรวดเร็วกว่าการขนส่งทางทะเล และหากนับจำนวนการขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างจีน-ยุโรป ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2560 รวม 6 ปี มีทั้งหมด 57 เส้นทาง ขนส่งสินค้าไปแล้ว 6,235 เที่ยว


โอกาสทั้ง 5 ที่ชาวฉงชิ่งได้จาก One Belt One Road

ตามรายงานของ Center for Strategic & International Studies (CSIS) เปิดเผยว่า สินค้าที่ขนส่งทางรถไฟจากจีนไปยังยุโรปในช่วงแรก ได้แก่ คอมพิวเตอร์แลปท็อป โทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนรถยนต์ และสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูง ฉงชิ่งจึงเป็นแหล่งผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ

เหอ ซื่อจง รองประธานสภาที่ปรึกษามหานครฉงชิ่ง กล่าวไว้ว่า เส้นทางขนส่งระบบรางสายนี้ มีความสำคัญมากต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจีน โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งภายใต้นโยบาย ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จีนตะวันตก”

เมื่อตลาดยุโรปได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับจีน หลายประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการคมนาคมขนส่งข้ามแดน จึงเข้าร่วมโครงการ One Belt One Road ส่งผลให้ชาวฉงชิ่งได้รับโอกาสและประโยชน์รวม 5 ข้อ ดังนี้

China
https://pixabay.com

1. อยากไปทำงานต่างแดนก็ไปได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในจีน

ในอดีต ชาวฉงชิ่งที่ต้องการไปทำงานในต่างแดนต้องเตรียมการหลายอย่าง รู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากจึงเลือกที่จะทำงานในประเทศมากกว่า แต่ตอนนี้ชาวฉงชิ่งคิดจะไปทำงานต่างประเทศมากขึ้นเพราะ One Belt One Road เปิดโอกาสให้ชาวฉงชิ่งไปทำงาน ทำธุรกิจ เติบโตในต่างแดนได้ง่ายขึ้น

หนึ่งในองค์กรขนาดใหญ่ที่ก่อตั้งขึ้นในมหานครแห่งนี้ ลี่ฟาน กรุ๊ป (Lifan Industry (Group) Co., Ltd. / 力帆实业 (集团) 股份有限公司) มีโอกาสไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์และศูนย์บริการในประเทศรัสเซีย ทั้งยังจ้างบุคลากรระดับผู้บริหารและแรงงานทั่วไปไปทำงานที่นั่นด้วย ชาวฉงชิ่งจึงได้รับทั้งโอกาสและรายได้

2. มีแหล่งช็อปสินค้าจากเมืองนอกโดยเฉพาะ

แต่ก่อนชาวฉงชิ่งต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อสินค้าหรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะในมหานครแห่งนี้มี เขตสินค้าปลอดภาษี เกิดขึ้น 3 แห่ง ชาวฉงชิ่งจึงสามารถไปเลือกซื้อสินค้าต่างประเทศได้ด้วยตัวเอง โดยมีให้เลือกกว่า 30,000 รายการ จาก 20 กว่าประเทศทั่วโลก อาทิ รังนกจากมาเลเซีย ผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราจากไทย ไวน์จากยุโรป เฟอร์นิเจอร์จากอิตาลี

Latex pillow
หมอนยางพารา สินค้าจากประเทศไทยที่ได้รับความนิยมจากชาวจีนอย่างยิ่ง / ภาพ :www.yangpalm.com

3. ได้ซื้อรถในราคาที่ถูกกว่า

จุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของฉงชิ่งคือ เป็นด่านศุลกากรนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศที่สามารถนำเข้ารถยนต์ได้ทั้งคัน…เพียงแห่งเดียวในจีนตะวันตก ซึ่งในปี 2559–2560 มีการนำเข้ารถยนต์ประกอบสำเร็จจำนวน 4,994 คัน ส่งผลให้ชาวฉงชิ่งสามารถซื้อรถยนต์นำเข้าแบรนด์ต่างประเทศด้วยราคาที่ถูกลง และยังถูกกว่าการซื้อรถยนต์ที่นำมาประกอบในจีนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์รายย่อยจึงสนใจที่จะนำรถยนต์ทั้งคันเข้าไปจำหน่ายในฉงชิ่งบ้าง

4. เปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติมากกว่าเดิม

จากที่มีการจัดงานเสวนาความรู้ศิลปะด้านจิตรกรรมฝาผนัง One Belt One Road 2 ครั้ง โดยชุมชนศิลปะในฉงชิ่ง แล้วมีศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมชมงาน ทั้งยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านศิลปะระหว่างกัน ทำให้ชาวฉงชิ่งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติ อาทิ การจัดนิทรรศการงานแสดงศิลปะของยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก การฟังดนตรีรัสเซีย ซึ่งในแง่ของดนตรีนั้น ชาวฉงชิ่งหันมาฟังเพลงรัสเซียมากขึ้นด้วย ดังนั้น การเผยแพร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และผสมผสานวัฒนธรรม ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ เป็นไปในทิศทางบวก

5. เศรษฐกิจเข้มแข็ง การค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

ยุคนี้เปิดกว้างในการทำธุรกิจ ชาวฉงชิ่งก็เปิดรับนักลงทุนจากต่างประเทศ และเข้าร่วมการค้ากับบริษัทต่างประเทศมากขึ้น สืบเนื่องมาจากในอดีต ช่วงที่จีนทำการค้าบริเวณชายฝั่งตะวันออกนั้น ได้รับการหล่อหลอมด้านทัศนคติให้รับรู้และรับบทบาทเป็น เมืองเชื่อมโยงการค้าที่สำคัญ ระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกของจีน เรียกได้ว่า ชาวฉงชิ่งเปิดกว้าง ปรับตัวได้ และอยู่เป็น เศรษฐกิจการค้าจึงเติบโตและต่างชาติก็จับจ้องจุดยุทธศาสตร์การค้านี้ ดูได้จากเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา มีบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในฉงชิ่งแล้วกว่า 500 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบริษัท TOP 500 (บริษัทยักษ์ใหญ่ 500 อันดับแรกของโลก) ถึง 279 ราย


chongqing one belt one road
https://pixabay.com

ยุทธศาสตร์ที่กำหนดบริบทของ ฉงชิ่ง 

  • เป็นเมืองแรกที่เปิดเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป
  • เป็นเมืองศูนย์กลางแถบเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียง
  • เป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งไปยังตอนใต้ของจีน
  • เชื่อมโยง One Belt One Road และเขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียงเข้าด้วยกัน

ข้อมูลอัปเดตจาก กรมสถิติมหานครฉงชิ่ง

กรมสถิติมหานครฉงชิ่ง เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจของมหานครฉงชิ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ชะลอการเติบโตลงบ้างในบางอุตสาหกรรม โดย มหานครฉงชิ่งมี GDP มูลค่า 982,109 ล้านหยวน เติบโตร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากตัวเลข GDP ดังกล่าว แบ่งออกเป็น

  1. อุตสาหกรรมการเกษตร มีมูลค่า 37,479 ล้านหยวน // ขยายตัวร้อยละ 4.2
  2. อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ มีมูลค่า 428,690 ล้านหยวน // ขยายตัวร้อยละ 3.7
  3. อุตสาหกรรมการบริการ มีมูลค่า 515,940 ล้านหยวน // ขยายตัวร้อยละ 9.3 ในขณะที่ภาคการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมีการขยายตัวร้อยละ 5.5

การเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ฉงชิ่ง จึงเป็นมหานครเนื้อหอมที่ใครๆ ก็อยากเข้าหา-เข้าใกล้ และเชื่อมสัมพันธ์ด้วย


บทความเกี่ยวกับ One Belt One Road ที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

การเผชิญหน้ากับ สงครามการค้า ที่เราทุกคนต้องเตรียมตัว

เส้นทางการค้า เปลี่ยนโลก ทุกเส้นทางผ่านสถานีประเทศไทย

“ธนินท์” แนะดึงหัวกะทิ – เร่งแก้กฎหมายรับ EEC


เรียบเรียงข้อมูลจาก