สงครามค่าเงิน เป็นนโยบายระหว่างประเทศที่สำคัญของทรัมป์ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกในยุคใหม่ โดยอเมริกาเป็นผู้รุกราน สหรัฐเปลี่ยนตำแหน่งโลกาภิวัฒน์เป็นเสรีนิยมใหม่แบบชาตินิยม
หากสังเกตเทรนของการเปลี่ยนผ่านปัจจุบัน การวางแผนเล่นงาน อิหร่านและตุรกีของสหรัฐทำให้เห็นทุกอย่างชัดเจนว่าทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีขั้นตอนไปสู่ วิกฤตการเงิน สงครามค่าเงิน และเศรษฐกิจที่รุนแรง ตลาดหุ้นโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการขายสินทรัพย์ของ บริษัท ในตุรกีและอิหร่านซึ่งส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินของประเทศทั้งสองประเทศร่วงลง
เช้าวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม อัตราของค่าลีร์ตุรกีใหม่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ 6.39 ลีรต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ โดยอัตราค่าเงินลีรตุรกีร่วงลงไปเกือบ 7% ของมูลค่า และนี่เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดของสกุลเงินประจำชาติของตุรกีตั้งแต่ปี 2001

ตามการคำนวณของนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs หากอัตราการแลกเปลี่ยนสูงกว่า 7 ลีร ต่อดอลลาร์ ระบบธนาคารของตุรกีจะถูกคุกคามเพราะตอนนี้หนี้ของบริษัทจากการ “แช่แข็ง” มีหนี้สินเกินกว่า สองแสนเจ็ดหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนหน้านี้ลดมูลค่า 16% อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ปัญหานี้ลุกลามไปอย่างเห็นได้ชัด
มีความสัมพันธ์ด้านการเงินและเครดิตที่สูงมากระหว่างตุรกีกับอียู ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความจริงยุโรปได้มีการให้สินเชื่อและปล่อยกู้แก่ธนาคารตุรกีรวมถึงมีการลงทุนมากมายในสินทรัพย์ทางการเงินของตุรกี ถ้าเกิดล่มสลายของเศรษฐกิจของตุรกีก็จะส่งผลโดยตรงต่อธนาคารชั้นนำของอียู ผลที่ตามมาอีกมากมายอย่างไม่มีใครสามารถคาดการได้
คงต้อรอดูฝีมือของผู้บริหารธนาคารกลางตุรกีว่าจะสามารถต้านทานจิตวิทยาในค่าเงินในตลาดหุ้นได้มากน้อยแค่ไหน ล่าสุดเมื่อคืนธนาคารกลางยังไม่สามารถต้านทานได้ ส่งผลให้ค่าเงินลีรายังร่วงต่อไป

ตุรกียังมีเขี้ยวเล็บที่ซ่อนอยู่
หมัดเด็ดของตุรกี คือการยอมสละความร่วมมือกับนาโตและยกพื้นที่ทางใต้ให้กับจีนหรือรัสเซียเพื่อแบ่งผลประโยชน์กัน
เหมือนในกรณีตัวอย่างของบัลแกเรียและโรมาเนียที่นาโต้ไม่สามารถคุ้มครองผลประโยชน์ให้แก่พวกเขาได้ จึงแปรพักด้านการทหารไปเข้าร่วมกับรัสเซีย และสร้างระบบโลจิสติกส์การขนส่งร่วมกับจีนเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถ้าเป้นอย่างนั้นหากทรัมป์ยังกดดันต่อไปน่าจะเสียหายหนักด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเมดิเตอร์เรเนียน
หากพิจารณานโยบายต่างประเทศของสหรัฐ เราสามารถแบ่งการทำสงครามค่าเงินระหว่างสหรัฐกับรัสเซียและอิหร่านเป็นมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงทางเศรษฐกิจกับศัตรู
ในขณะที่การต้องการเร่งทำสงครามการค้ากับ จีน ตุรกีและอียูแสดงให้เห็นว่า วอชิงตันใช้นโยบายต่างประเทศกดดัน ประเทศที่มีอำนาจและมีความเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเศรษฐกิจของสหรัฐ แสดงให้เห็นถึงความกังวลและไม่เข็มแข็งอย่างรายงานทางสถิติที่อ้างอิง แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตอย่างต่อเนื่องของ แต่นี่คือการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ตอนนี้เราจะเห็นการจับคู่ทางการค้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนไปตามภาวะการณ์ตลาดของการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์กันทุกวัน ที่เห็นได้ชัดคือความพยายามที่จะแก้ปัญหาในค่าเงินในตลาดหุ้นโดยธนาคารกลางแต่ละประเทศที่ถูกวอชิงตันเล่นงาน จากทุนขุนคลังในตลาดหุ้นและการแลกเปลี่ยนธุรกรรมระหว่างกัน
เมื่อวานปูตินกับแมร์เคิลเจรจาต่อกันในเรื่องความไม่แน่นอนของทรัมป์ซึ่งเป็นวิกฤติของผู้นำชั้นสูงของสถาบันการเมืองในสหรัฐผู้กำหนดเกมส์ภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ทั่วโลก ตอนนี้ทุกประเทศต้องออกจากหลักโลกาภิวัฒน์อย่างรวดเร็วต้องพูดถึงผลประโยชน์ทางการค้าของรัฐโดยตรง
เยอรมนีเริ่มที่จะเข้าใจว่าขอบเขตของผลประโยชน์ของตนเองไม่ได้อยู่ที่แอตแลนติก แต่เป็นเพื่อนบ้านอย่างรัสเซียที่สำคัญสามารถเจรจาและคาดหวังได้ ผลคือ โครงการกระแสเหนือ 2 ดำเนินต่อไปในการซื้อแก๊สจากรัสเซีย (แม้ว่าสหรัฐจะคว่ำบาตร) และแผนการฟื้นฟูซีเรียเพื่อลดการสกัดคลื่นอพยพแลกธุรกรรมกับรัสเซีย
หากพิจารณาตอนนี้นโยบายของทรัมป์มีความถูกต้องมากที่ให้ความสนใจในผลประโยชน์ของประเทศและปูตินยังทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศของรัสเซีย ยังแต่เยอรมันยังไม่ค่อยชัดเจน เนื่องจากเป็นรัฐบริวารของวอชิงตันและยังแสดงความเป็นตัวของตัวเองน้อยอยู่
ในขณะที่ตุรกี อิหร่าน อินเดีย จีนดำเนินตามหลักการดังกล่าวเช่นกัน ผลประโยชน์ของชาติจากการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกประจำวัน หากตามไม่ทันก็จะถูกไล่ล่า
เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย











