เสียงคร่ำครวญของผู้ปกครองที่สูญเสียลูกเพราะถูกลืมไว้ในรถโรงเรียน กับคำรำพันขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง หายนะแห่งชีวิตของเด็กน้อยบนรถโรงเรียน ยังคงอุบัติอยู่เป็นระยะ ถึงเวลาเอาจริงกับเรื่องนี้…หรือยัง!!!

ล่าสุด 16 สิงหาคม 2561 เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอีกครั้งกับเด็กหญิงวัย 3 ขวบในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง เมื่อผู้ปกครองไปรับลูกตอนเย็น แต่ครูประจำชั้นบอกว่า เด็กไม่ได้มาโรงเรียน เพียงแค่นั้นก็ทำให้แม่เสียววาบจับขั้วหัวใจ เพราะตัวเองส่งลูกขึ้นรถโรงเรียนกับมือเมื่อตอนเช้า แล้วลูกจะไม่มาโรงเรียนได้อย่างไร และเมื่อนำกุญแจไปเปิดรถตู้รับส่งนักเรียนก็ถึงกับร้องไห้โฮ เพราะเห็นลูกนอนนิ่งในสภาพเสื้อผ้าเลอะเทอะ แม้จะรีบนำส่งโรงพยาบาลแพทย์ก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้

เหตุการณ์แบบเดิมราวกับก็อปปี้กันมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบจะไม่ต่างกับคดีก่อนหน้า คือ ไม่มีครูผู้ช่วยนั่งไปบนรถ ในขณะที่คนขับรถเมื่อส่งนักเรียนเสร็จก็ปิดประตูล็อครถและเดินทางกลับบ้านโดยไม่ได้สำรวจความเรียบร้อยบนรถว่ายังมีเด็กหลงเหลืออยู่หรือไม่ จนกระทั่งตอนเย็น เมื่อแม่เดินทางมารับลูกจึงทราบว่าเด็กไม่ได้เข้าห้องเรียน และไปตรวจสอบบนรถ กระทั่งพบภาพสลดใจ และสายเกินกว่าจะแก้ไข


มาตรฐานรถโรงเรียน เพียงพอหรือยัง

มาตรฐานความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียนตามเกณฑ์กรมการขนส่งทางบกได้ระบุไว้ว่า

1. อนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนได้ โดยต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน

2. ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืน รถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก รถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

3. รถต้องผ่านการตรวจสอบจาก สำนักงานขนส่งจังหวัด ที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาสังกัดอยู่

4. รถรับส่งนักเรียนทุกคันต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้าย และ มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะ ติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถด้วย 

5. ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม ทางประตูทางขึ้นลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย

6. คนขับต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ มีผู้ดูแลนักเรียนประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง

หากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
อาจถูกสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที
และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น 1 ปีไปแล้ว

ปัญหาของรถรับส่งนักเรียนปัจจุบันก็คือ การนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้รับส่งนักเรียน โดยไม่มีการปรับปรุงสภาพรถให้เหมาะสมและปลอดภัย รวมถึงมีการแก้ไขดัดแปลงสภาพตัวรถซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงโดยตรง

และที่สำคัญ บางวัน ไม่มีคนดูแลนักเรียนประจำอยู่ในรถ หรือ กรณีห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน การติดตั้งไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ มีรถโรงเรียนสักกี่คันที่ปฏิบัติตามกฎนี้

นี่คือมหันตภัยของชีวิตเด็กบนรถโรงเรียน ที่เกิดขึ้นจากความประมาทของผู้ใหญ่


GPS หนึ่งอุปกรณ์ที่ควรมีบนรถโรงเรียน

เมื่อปี 2560 บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกำลังจะขยายธุรกิจไปสู่การบริการ ‘รถโรงเรียน’ โดยนำเทคโนโลยี GPS มาต่อยอดเป็น solutions ใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองในด้านการดูแลความปลอดภัยของบุตรหลาน

แนวคิดดีๆ อย่างนี้ อาจไม่ต้องรอเพียงบริการจากภาคเอกชน แต่ควรจะเป็นมาตรการภาครัฐที่กำหนดเป็นกฎระเบียบในทุกโรงเรียนที่มีบริการรถโรงเรียนต้องติด GPS รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่เห็นว่าจำเป็นต่อการคุ้มครองชีวิตเด็กบนรถโรงเรียน และความเข้มงวดเอาจริงกับผู้ที่ไม่ประพฤติตามกฎระเบียบ

เหนือสิ่งอื่นใด คือความเอาใจใส่และความไม่ประมาทของผู้ให้บริการ!!!


เรื่อง : จตุรงค์ กอบแก้ว


อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจต่อ

“ปาฏิหาริย์” จะเกิดอีกครั้งที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

“ทรัมป์-คิม” จับมือปลูกสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี