หนังสารคดีที่ ‘นักการศึกษา’ ต้องดู Waiting for Superman กำกับโดย Davis Guggenheim เจ้าของผลงานลือลั่น An Inconvenient Truth หนังดี


ก่อนหน้าที่จะโด่งดังกับ An Inconvenient Truth นั้น Davis Guggenheim จัดเป็น “เทพ” ในวงการละครทีวีของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว เพราะ Series ของเขา ไม่ว่าจะเป็น ER, NYPD, 24, Numb3rs หรือ Melrose Place ดังข้ามน้ำข้ามทะเลไปทั่วโลก

Davis Guggenheim : wikipedia.org

หลัง An Inconvenient Truth ออกฉาย Davis Guggenheim ได้ไปรับจ๊อบทำหนังสารคดีให้ “โอบามา” เรื่อง A Mother’s Promise: Barack Obama Bio Film แถมด้วย It Might Get Loud ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 3 สุดยอดมือกีตาร์ The Edge, Jimmy Page และ Jack White รวมถึง From the Sky Down สารคดีวง U2

Waiting for Superman เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Davis Guggenheim พาเราไปตามดูชีวิต 1 ปีในระดับการศึกษาที่ต่างกันของเด็กๆ ในอเมริกา คือ Anthony, Francisco, Bianca, Daisy และ Emily แต่ละคนเป็นตัวแทน “ภาพเล็ก” ของเยาวชนจากช่วงชั้นปีต่างๆ

ไล่ตั้งแต่อนุบาล (Kindergarten) ประถมศึกษา (Elementary) มัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary) มัธยมศึกษาตอนปลาย (High school) และมหาวิทยาลัย (University)

นอกจากที่ Davis Guggenheim จะพาเราไปตามดูชีวิต 1 ปีของ Anthony, Francisco, Bianca, Daisy และ Emily ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมในทุกๆ ด้านของเด็ก

ไล่ตั้งแต่สภาพการเงินของครอบครัว ปัญหาการหย่าร้างของพ่อแม่ ความรุนแรงและสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ในชุมชน โดยเฉพาะการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งชิงที่นั่งในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยชั้นดี


นอกจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว
Waiting for Superman
ยังอัดแน่นไปด้วยข้อมูลประกอบที่สำคัญต่างๆ
ในสไตล์เดียวกับ An Inconvenient Truth เลยทีเดียว


ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขทางสถิติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา พวกกราฟตารางเปรียบเทียบต่างๆ ที่ทำออกมาอย่างเรียบง่าย ทำให้เข้าคนดูทำความเข้าใจตามไปไม่ยากเย็น นอกจากนี้ก็ยังมี Animation ที่ทางทีมงานของ Davis Guggenheim รังสรรค์ขึ้นเป็นการเฉพาะ

ประเด็นหลักที่ Waiting for Superman ต้องการสื่อก็คือ ปัญหาด้านการจัดการศึกษาของอเมริกา โดยเฉพาะนโยบาย NCLB: No Child Left Behind หรือ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่ร่างขึ้นมาและบังคับใช้เป็นกฎหมายในสมัยรัฐบาล George W. Bush

นอกจากนโยบาย NCLB ของ George W. Bush แล้ว Waiting for Superman ยังตัดคลิปคำปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกหลายคนมาปะติดปะต่อเรื่องราว ให้คนดูได้เห็นการโกหกพกลมอีตอนหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของแต่ละคน

ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ หลังได้ตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว เกิดการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาแบบมั่วซั่ว คล้ายกับนโยบาย No Child Left Behind คือ ฟังนโยบายขายฝันแล้วมันก็ไพเราะเสนาะหูดี แต่ในทางปฏิบัติมันช่างตรงกันข้ามเสียเหลือเกิน


และนโยบาย No Child Left Behind นี้เอง เป็น Theme หลักที่ Waiting for Superman หยิบมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง

โดยเฉพาะไฮไลต์ของ Waiting for Superman ที่นำเสนอวิธีการคัดเลือกนักเรียนของสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นนำตามเมืองต่างๆ ของอเมริกา ในเมื่อ “เก้าอี้ว่าง” ในโรงเรียนชื่อดังของแต่ละรัฐของอเมริกา มีน้อยกว่าจำนวนเด็ก จึงต้องใช้กระบวนการสุดไฮเทค นั่นคือการ “จับสลากเข้าเรียน”

เมื่อไล่เรียงปัญหาทั้งหมดของระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกามาจนหนำใจ Waiting for Superman ก็สรุปให้คนดูได้รับรู้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งแปลว่า ยังสามารถแก้ไขได้ทัน หากทุกคน ทุกฝ่าย ร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงใจ

คล้ายกับ Davis Guggenheim ได้บอกใบ้กับเราผ่านชื่อหนัง Waiting for Superman คืออย่ารอซูเปอร์แมน เพราะซูเปอร์แมนไม่มีจริง คนธรรมดาคือเราๆ ท่านๆ ต่างหากที่จะช่วยกันแก้ปัญหา ถ้าเปรียบกับสำนวนไทยก็คือ อย่ารออัศวินม้าขาว

นี่คือสิ่งที่ Waiting for Superman บอกกับเรา


ถ้าคุณชอบดูหนัง อาจจะสนใจบทความนี้

10 ภาพยนตร์เปลี่ยนชีวิต ที่ดูแล้วไม่ดราม่าแต่สร้างแรงใจในชีวิต