เรื่องของ สมุนไพรรักษาโรคไต ได้จริงหรือไม่ นับเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่บอกถึงความพยายามจากวงการแพทย์ไทยในการสร้างความตระหนัก ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรรักษาโรคไตมาโดยตลอด


กระทั่ง เมื่อเร็วๆ นี้มีความพยายามล่าสุดจากแพทย์ไทยผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคไต จากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยและหน่วยงานองค์กรต่างๆ  มาร่วมกันเตือนให้ประชาชนและผู้ป่วยโรคไต ตระหนักถึงการใช้ยา สมุนไพรรักษาโรคไต และรับรู้ความจริงเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคไตอย่างรอบด้าน


อัพเดตเรื่องจริงต้องรู้ ไม่มี สมุนไพรใดรักษาโรคไต ให้หายได้

นับจนถึงตอนนี้ วงการแพทย์ไทยยังยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่มีสมุนไพรชนิดหรือตำรับใดได้รับการบรรจุไว้ใน รายการยาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคไต

ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ วารีแสงทิพย์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ในปัจจุบัน ยังไม่มีสมุนไพรตัวไหนที่มีข้อมูลหลักฐานทางงานวิจัยหรือการบันทึกมากเพียงพอที่แสดงถึงประโยชน์ในการรักษาโรคไตได้อย่างมั่นใจ การนำมาใช้จึงอาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยโรคไตได้ เพราะไตเป็นอวัยวะที่สามารถเกิดอันตรายจากการใช้ยาและสารต่างๆ ได้ง่าย เนื่องจากสารต่างๆ สามารถมาสะสมที่ไตในปริมาณและความเข้มข้นที่สูงกว่าอวัยวะอื่นๆ จึงมีโอกาสเกิดพิษจากยาสูง

นอกจากนั้น ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ ได้ชี้ให้เห็นพิษภัยของยาสมุนไพรในอีกหลายมิติ ดังนี้

  • ยาสมุนไพร ยาแผนปัจจุบัน

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ยาแผนปัจจุบันจะมีข้อมูลของขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละรายให้แพทย์เลือกใช้ทำให้มีโอกาสเกิดพิษต่อไตน้อย ขณะที่ยาสมุนไพรส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้ชัดเจน นอกจากนี้สมุนไพรยังอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) กับยาประจำที่แพทย์สั่ง ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพหรือเกิดพิษของยาขึ้นได้

  • ชื่อยาสมุนไพร ที่ไม่ได้มีแค่ชื่อเดียว

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมักมีมากกว่าหนึ่งชื่อ ซึ่งไม่ได้ระบุองค์ประกอบ ปริมาณ และสัดส่วนของสารต่างๆ เอาไว้ ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะมีองค์ประกอบที่อาจเป็นพิษต่อไตด้วยหรือไม่

สรุปคำชี้แจงของ ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ ได้ใจความว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อรักษาโรคไตหรือรักษาโรคร่วมอื่นๆ ที่พบในผู้ป่วยโรคไตนั้น ไม่ได้มีข้อมูลรองรับที่เพียงพอ และอาจทำให้เกิดผลเสียได้หากนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคไต จึงควรหลีกเลี่ยง โดยหากจะมีการนำมาใช้จริงควรจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักวิชาการเสียก่อน ซึ่งจะต้องมีข้อมูลโดยเฉพาะการวิจัยที่เพียงพอ ที่ทำให้แน่ใจถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัย”


อย่าหลงเชื่อ ความเชื่อ & โฆษณาชวนเชื่อว่า สมุนไพรรักษาไรคไต ได้

ด้าน ศ.นพ.สมชาย เอี่ยมอ่อง ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า

“ปัจจุบันพบว่ามีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ สมุนไพรรักษาโรคไต มาจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ เช่น โฆษณาที่สื่อสารในทำนองว่า หากต้องการหายจากโรคไตให้เอาเซี่ยงจี๊มาต้มกับน้ำแล้วดื่มอย่างน้อยวันละสามแก้ว ตรงนี้เป็นการบอกเล่าที่ผิด ปกติคนป่วยเป็นโรคไตไม่ให้กินเครื่องในสัตว์เยอะ เพราะมันมีเกลือแร่และกรดยูริกค่อนข้างมาก ซึ่งพอมีการแชร์ต่อไปเรื่อยๆ และคนที่เป็นโรคไต ไปรับประทานอาจทำให้เกิดอาการบวมน้ำ น้ำท่วมปอด เกิดอันตรายถึงชีวิตได้”

นอกจากนั้น ศ.นพ.สมชาย ยังย้ำถึงอีกกระแสความเชื่อเรื่อง เห็ดหลินจือ สมุนไพรจีนที่ว่ากันว่ามีชื่อเสียงในแง่ของการมีคุณสมบัติบำรุงไต ซึ่งจริงๆ แล้ว ยังมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนค่อนข้างน้อย และมีข้อมูลพบว่าผู้ป่วยบางรายที่รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ทำมาจากเห็ดหลินจือบ่อยๆ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการโรคตับและไตวายมากขึ้น อีกทั้งเห็ดหลินจือยังมีราคาแพง ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ส่วน มะม่วงหาว มะนาวโห่  สมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มีความเชื่อว่าเป็นยาต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณจะช่วยป้องกันเซลล์มะเร็ง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต อาจมีผลทำให้ไตขับสารโพแทสเซียมออกมาไม่ทัน ส่งผลทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและอาจเสียชีวิตได้


สารเคมีปนเปื้อนในสมุนไพร อีกหนึ่งมฤตยูเงียบที่มาพร้อมกระแส สมุนไพรรักษาโรคไต 

ส่วน พล.อ.ท.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ยังออกมาย้ำอย่างหนักแน่นอีกเสียงว่า

ยังไม่มีสมุนไพรตัวใดที่มีการวิจัยในมนุษย์โดยวิธีการวิจัยที่เหมาะสม แล้วสามารถพิสูจน์ได้ว่าสมุนไพรนั้นช่วยให้การทำงานของไตดีขึ้น และยังต้องระวังการใช้สมุนไพรที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งนอกจากภัยจากการใช้สมุนไพรผิดชนิดที่ไม่ได้มีสรรพคุณรักษาโรคไตได้แล้ว ทุกวันนี้ มีผู้ป่วยโรคไตไม่น้อยที่ถูกคุกคามด้วยสารปนเปื้อน เช่น สเตียรอยด์ สารหนู แคดเมียม ซึ่งอาจส่งผลให้อาการโรคไตแย่ลงได้”

นอกจากนี้ ยังมีพืชหรือสมุนไพรอีกหลายประเภทที่ พล.อ.ท.นพ.อนุตตร ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตควรระวัง เช่น มะเฟือง จะมีกรดออกซาเลตไปจับกับแคลเซียมที่ไต อาจเกิดอาการไตวายเฉียบพลันได้ เพราะในสมุนไพรหลายชนิดตรวจพบว่ามีปริมาณกรดออกซาเลตอยู่มาก เช่น โกฐน้ำเต้า ตะลิงปลิง ปวยเล้ง แครนเบอร์รี และหากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดนิ่วในไต การทำงานของไตผิดปกติ

ขณะที่มีข้อมูลรายงานจากต่างประเทศพบว่า
สมุนไพรอย่าง ไคร้เครือ ที่อยู่ในกระแสความสนใจ
ว่าสามารถนำมาใช้รักษาโรคไตได้นั้น
ล่าสุดมีข้อเท็จจริงยืนยันแล้วว่า
เป็นตัวการที่ทำให้ไตวาย
และเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้


อ่านเรื่องจริงเพื่อตระหนักถึง ‘การดูแลสุขภาพ’ กันต่อ

“ดูเอาไว้เผื่อใช้ฆ่าคนที่คุณรัก” สาส์นทรงพลัง ที่ หนังสั้น Ingredients กระตุ้นสังคมตระหนัก ภัยกินเค็ม

ทำอย่างไร สตรีไทย ถึง ‘ไต’ สตรอง

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.230/61
Next articleเปิดผลวิจัย ‘เพศหญิง’ ออกจาก อาชีพ STEM จำนวนมาก เพราะอะไร
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์