จากจำนวนนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ปรับฐานขยับเข้าไปเจาะพื้นที่ อีอีซี จัดตั้งบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME กว่า 4 พันรายในเวลา 7 เดือน สัญญานแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่บริบทอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจเหล่านี้ได้อะไรจากพื้นที่ดังกล่าว


ยอดจัดตั้งบริษัท 7 เดือนกว่า 4 พันราย

จากตัวเลขของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่าช่วง 7 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ค.) มีการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง มีจำนวนถึง 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา บริบทนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง


3 อันดับ SME จดทะเบียนสูงสุด

เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดก็พบว่าการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่ อีอีซี  ช่วง 7 เดือนของปี 2561 พบว่า ธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 747 ราย เพิ่ม 17.63% ทุนจดทะเบียน 2,672.05 ล้านบาท เพิ่ม 24.40%

ก่อสร้างอาคารทั่วไป 361 ราย เพิ่ม 8.52% ทุนจดทะเบียน 504.60 ล้านบาท เพิ่ม 4.61%

ภัตตาคารและร้านอาหาร 169 ราย เพิ่ม 3.99% ทุนจดทะเบียน 256.81 ล้านบาท เพิ่ม 3.26%


อ่านเกม…ตั้งฐานรอ

เหตุผลที่ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 1 และ 2 เนื่องจากเป็นการตั้งขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง จากการที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนใน อีอีซี เพิ่มขึ้น และมีประชากรแรงงานเข้ามามากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น และยังมีการลงทุนในด้านร้านอาหาร ที่ขยายตัวตามจำนวนประชากร รวมถึงการลงทุนในธุรกิจภาคบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น โลจิสติกส์ การให้บริการด้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น เพื่อรองรับธุรกิจที่เกิดจากการสร้างเมืองใหม่ และธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตนั่นเอง


สิทธิประโยชน์เกินห้ามใจ

ในขณะที่การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษ อีอีซี ในส่วนของผู้ประกอบการ SME นั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเป็นพิเศษสำหรับ SME ที่มีบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และมีสินทรัพย์ถาวรสุทธิหรือขนาดการลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนไม่เกิน 200 ล้านบาท จะได้รับการผ่อนปรนเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท จากปกติกำหนดไว้ 1 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ง่ายขึ้น และอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท (โครงการปกติจะไม่ได้รับอนุญาต) ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับคือการเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากปกติร้อยละ 100 เป็นร้อยละ 200

และหากมีการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ยังจะได้รับการผ่อนปรนเงื่อนไขสัดส่วนเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการพัฒนาดังกล่าว โดยลดลงจากเกณฑ์ปกติครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ SME ใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ได้ง่ายขึ้น


ชลบุรีโกยนิติบุคคลกว่า 70%

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมนิติบุคคลทั้งหมด ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และบริษัท SME ที่จัดตั้งใน อีอีซี ปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัดมีนิติบุคคลคงอยู่ 64,921 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

จ.ชลบุรี 47,601 ราย คิดเป็นสัดส่วน 73.32% ของนิติบุคคลทั้งหมด

จ.ระยอง 12,240 ราย สัดส่วน 18.86%

จ.ฉะเชิงเทรา 5,080 ราย สัดส่วน 7.82%

โดยการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจบริการสัดส่วน 61.14% รองลงมา คือ การขายส่งขายปลีก สัดส่วน 23.48% และการผลิต สัดส่วน 15.38% ธุรกิจธุรกิจจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับของแต่ละกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการผลิต ประกอบด้วย การกลึงกัดไสโลหะ 860 ราย การติดตั้งเครื่องจักรอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ 519 ราย การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ 507 ราย กลุ่มขายส่งขายปลีก ประกอบด้วย การขายส่งเครื่องจักรอื่นๆ 1,447 ราย การขายส่งเครื่องจักรเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม 1,077 ราย การขายปลีกวัสดุก่อสร้าง 923 ราย และ กลุ่มบริการ ประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์ 11,669 ราย ก่อสร้างอาคารทั่วไป 4,363 ราย ขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร 1,824 ราย


ระยองแชมป์ลงทุนจากต่างชาติ

ในด้านการลงทุนของต่างชาติในนิติบุคคลไทยคิดเป็นสัดส่วน 38.51% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด รวมมูลค่า 6.95 แสนล้านบาท โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด มูลค่า 3.67 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน 52.77% รองลงมาคือ จีน 4.3 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 6.22% สิงคโปร์ 2.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 4.17% อเมริกัน 2.6 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.85% เกาหลีใต้ 1.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.78% และอื่นๆ 2.1 แสนล้านบาท สัดส่วน 30.21% โดยลงทุนใน จ.ระยองสูงสุด 3.8 แสนล้านบาท รองลงมาคือ จ.ชลบุรี 2.43 แสนล้านบาท และ จ.ฉะเชิงเทรา 7.1 หมื่นล้านบาท