ที่ผ่านมา เราต่างได้ยินเรื่องเล่าความสำเร็จในการ สร้างแบรนด์ ของผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneur ทางธุรกิจมาหลากหลายรูปแบบแล้ว ซึ่งแต่ละเรื่องก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ฟังแตกต่างกันไป

มาวันนี้ ขอชวนมาเปลี่ยนบรรยากาศ ฟังเรื่องเล่าการ สร้างแบรนด์ PABAJA ของ ภาวิษา มีศรีนนท์ หรือ ภา ศิลปินสาว ที่ขอนิยามว่าเธอเป็น ผู้ประกอบการด้านศิลปะ หรือ Artrepreneur

แบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นนี้ สามารถบ่งบอกได้ถึงตัวตนผ่านสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างน่าชื่นชม เชื่อแน่ว่าเรื่องราวของเธอจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานศิลปะที่อยากมีแบรนด์ของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย

ศิลปะบันดาลใจแต่เยาว์วัย เปลี่ยนงานอดิเรกที่รัก มาเป็นอาชีพ

“รู้ตัวว่าชอบศิลปะ และชอบแต่งตัวมาตั้งแต่จำความได้แล้วค่ะ” ศิลปินสาวยิ้มหลังตอบคำถามที่เปิดโอกาสให้ได้ย้อนเวลากลับไประลึกถึงชีวิตวัยเยาว์ ที่เฟรมวาดรูปบานแรกของเธอคือกำแพงบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยลายเส้นของเด็กหญิงภาวิษา

นับแต่นั้น ชีวิตของภาก็ไม่เคยห่างจากงานศิลปะ จนกระทั่งมาถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ที่นอกจากจะเลือกเรียนในสาขานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้ว ภาบอกเราว่า เธอโชคดีที่มีผู้ใหญ่ คณาจารย์ เล็งเห็นในความรักศิลปะบวกกับพรสวรรค์ด้านนี้ สนับสนุนให้ภาได้มีโอกาสสร้างสรรค์งานดีๆออกมา ซึ่งเป็นพื้นที่ในการ “ปล่อยของ” และฝึกปรือวิชาการออกแบบงานศิลป์ให้เฉียบคมขึ้นด้วย

ทว่า หากถามถึงแรงสนับสนุนจากคนที่บ้าน กับการตัดสินใจที่จะเดินบนเส้นทางสายศิลปะ ภาเล่าว่า

“อีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ชอบงานด้าน Handicraft เย็บกระเป๋า เสื้อผ้า ส่วนหนึ่งก็มาจากที่คุณย่าเป็นช่างเย็บผ้ามาก่อน ภาก็เรียนรู้ทักษะการตัดเย็บจากคุณย่า ท่านถักนิตติ้ง เย็บผ้า ปักผ้า เป็น ภาเลยเย็บผ้าเป็นมาตั้งแต่ตอนเรียนประถม และเย็บกระเป๋าใช้เองได้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น และจะภูมิใจมากที่กระเป๋าที่เราถือไม่เหมือนใครเพราะเราทำเอง”

“ถ้าทำงานศิลปะในฐานะงานอดิเรก ผู้ใหญ่ก็ไม่ว่าอะไรค่ะ แต่พอเราบอกท่านว่าเราจะยึดอาชีพศิลปินเลี้ยงชีพ ท่านก็เป็นห่วงว่า จะดีเหรอ มันจะสร้างรายได้พอเลี้ยงดูตัวเองและคนในครอบครัวไหม เพราะฉะนั้น ตอนตัดสินใจเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ภาก็อยากเรียนสายนิเทศศิลป์ จิตรกรรม หรือออกแบบแฟชั่น ทางครอบครัวก็จะไม่ค่อยสนับสนุน ก็อยากให้เราไปเรียนสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่อาจจะสร้างรายได้ได้มากกว่า”

แต่ด้วยความตั้งใจที่มุ่งมั่น ภาเดินหน้าเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าคณะทางด้านศิลปะในช่วงเลิกเรียนจนถึงดึกดื่นทุกวัน และทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เธอจะขลุกอยู่กับการทำงานศิลป์ที่ชอบ กระทั่งสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ทางบ้านเลยจึงยอมรับในความมุ่งมั่นและเปิดทางให้เธอได้ศึกษาด้านศิลปะสมใจ

สร้างสรรค์งานสไตล์ Maximum ด้วยลายเส้นที่ไม่มีใครเหมือน


“ชีวิตในมหาวิทยาลัยของภา ภาเอ็นจอยมาก แต่งตัวจัดเต็ม ทำกิจกรรมเต็มที่” และความเป็นคนเกินร้อย มุ่งมั่นเต็มที่ จัดเต็มทุกเรื่องนี้ ก็ได้สื่อออกมาในงานศิลปะทุกชิ้นที่เธอออกแบบตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งภานิยามผลงานตัวเองว่าเดินมาในสาย Maximum อย่างชัดเจน

“จำได้ว่า ตอนเรียน ต้องออกแบบโปสเตอร์ ที่คนทำขอแบบ Minimal แต่ด้วยความเยอะของเรา ก็ไม่วายไปใส่ลายเส้นให้เขา ทำให้คนรอบข้างก็นิยามว่า ผลงานเราทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า งานศิลปะ งานฝีมือ หรืองานกราฟิก จะมีลายเส้น เทคนิคที่ใช้ ซึ่งมากกว่า 1 อย่าง เรียกว่ามีความเยอะในสไตล์ Maximum ไม่ว่าใครเห็นก็จะรู้เลยว่าน่าจะเป็นผลงานของเราแน่นอน ภาเลยขอจำกัดความสไตล์งานของภาว่าเป็นแนว Maximum Traditional คือมีความเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย ผสมความ Maximum ในแบบของตัวเอง”

โดยภาบอกเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ในมุมมองของเธอ อะไรก็ตามที่มี detail มากๆ จะมีเสน่ห์ น่าค้นหา ด้วยเหตุนี้งานของลูกค้าที่มาว่าจ้างให้ทำ ภาจะไม่ลืมที่จะใส่ detail ลงไปเพิ่มด้วยเสมอ เพราะเมื่อลูกค้าได้ผลงานไปแล้ว เขาจะรู้สึกได้เลยว่า งานของเรามีอะไรที่แตกต่างและน่าค้นหา

ไม่ใช่แค่ สร้างแบรนด์ แต่แบ่งเวลาสร้างคุณค่าให้หัตถกรรมท้องถิ่น & ชนเผ่า ได้เฉิดฉายในเวทีโลก


ในวันที่เราได้ไปสัมภาษณ์ภา นอกจากจะได้ชื่นชมในผลงานของเธอ ที่ไม่ทิ้งลายเซ็นต์ในสไตล์ Maximum Traditional ด้วยลายเส้น รายละเอียด ตลอดจนสีสันที่จัดจ้านแล้ว ภายังนำผลงานของลูกศิษย์ที่เป็นทั้งกลุ่มแม่บ้าน ชาวเขา ซึ่งเธอได้ไปให้คำแนะนำในด้านการออกแบบงานฝีมือ หัตถกรรม มาให้ชมกันด้วย

ประกอบไปด้วย ผลงานที่อยู่ในโครงการ OTOP โกอินเตอร์ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเธอได้ไปเข้าร่วมเป็นหนึ่งในดีไซน์เนอร์ ที่ช่วยพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีความเป็นทันสมัย Modern สามารถส่งไปจำหน่ายในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะเป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก

และขณะนี้ ภาได้ต่อยอดจากโปรเจคนี้มาทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อเตรียมขยายกลุ่มลูกค้าต่างประเทศให้กว้างขวางและหลากหลายขึ้น

โดยเธอเล่าให้ฟังถึงโปรเจคล่าสุด ที่ได้ไปลงพื้นที่ทางภาคเหนือ เพื่อเก็บข้อมูลมาออกแบบงานภายใต้แบรนด์ดีไซน์แฟชั่นชั้นนำ ในธีม Thai Embroidery Tribal, Arkha (2015) ว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เธอก้าวขึ้นมาอีกขั้นในการเป็น Coaching ให้กับพี่ๆชาวเขา ซึ่งภามีประสบการณ์มาบ้างแล้วตอนทำงานในโปรเจค OTOP โกอินเตอร์ ของกระทรวงพาณิชย์

“ภาหลงรักงานของชนเผ่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมันมีความเป็นเทคนิคแบบท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีเสน่ห์ น่าสนใจและลึกลับมันไม่ใช่แค่ทออย่างเดียว มันมีเทคนิค ลวดลาย หลายรูปแบบที่ใส่ลงไปในผ้าทอ เช่น ลายเลขาคณิต ที่จัดวางอย่างสวยงาม และกลายเป็นลวดลายที่สวยงามขึ้นได้”

อย่างงานปักของชนเผ่าอาข่าที่เธอได้มีโอกาสลงไปเก็บข้อมูลและให้คำแนะนำชาวชนเผ่าในการพัฒนางานฝีมือนั้น ภาพบว่า เอกลักษณ์ของงานปักของชนเผ่าอาข่านั้น คือ การใช้สีสันสดใส ลวดลายปักสื่อถึงวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ เช่นลวดลายของ ดอกไม้ ภูเขา หรือสัตว์ต่างๆ กอปรกับภูมิปัญญาชนเผ่าที่สามารถลดทอนรูปทรงของธรรมชาติ ด้วยการปักเป็นลายเรขาคณิตต่อกัน จนเกิดเป็นผ้าที่มีลวดลายสวยงาม

หลังจากตกผลึกในรูปแบบลวดลายของชนเผ่าอาข่า ภาก็นำองค์ความรู้เรื่องการปักผ้าที่เธอมีมาปรับกับผลงานของชาวเขา เพื่อนำเสนอวิธีการปักผ้าที่ง่ายขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น ตลอดจนใส่เทคนิคการออกแบบให้ผลงานนั้นมีความทันสมัย โดยไม่ลืมที่จะรักษาผลงานที่บ่งบอกถึงตัวตนของชนเผ่าอาข่าเอาไว้อย่างครบถ้วน

“ภาได้บทเรียนมากมายในการมาช่วยงานเป็น Coaching ให้กับทั้งกลุ่มแม่บ้าน ในโครงการที่ทำกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตอนนั้น พี่ ป้า น้า อา ก็ยังมมองเราเป็นเด็ก ภาต้องปรับตัวด้วยการค่อยๆเข้าไปทำความรู้จัก อ่อนน้อมกับทุกคน ให้เขามองว่าเรา ไม่ได้ตั้งตนมาสอนเขา แต่มาให้คำแนะนำเพื่อพัฒนารูปแบบของงานให้ทันสมัย โดนใจตลาดอินเตอร์มากขึ้น”

“นอกจากนั้น ภายังได้ประสบการณ์ในการลดอัตตาในงานของตัวเอง เพราะเมื่อเราลงไปแนะนำเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ ด้วยความที่งานสไตล์ภาจะมีรายละเอียดเยอะ พอเอาไปลองให้พี่ๆกลุ่มแม่บ้าน ชาวบ้าน ทำ บางแพทเทิร์น พวกพี่เขาก็ทำไม่ได้ ทำให้ภาต้องมาคิดทบทวนว่ามันยากไปใช่ไหม และนำมาปรับและออกแบบแนวทางตรงกลาง ที่ไม่ยากเกินไปนัก กลุ่มเป้าหมายที่เราไปสอนนั้นทำได้ และที่สุดแล้วก็สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างมากขึ้นด้วย”

มาในวันนี้ ภากำลังจะเปิด PABAJA Studio ซึ่งเธอมุ่งหวังให้เป็นทั้งสถานที่ทำงาน สร้างงานภายใต้แบรนด์ PABAJA และเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานศิลปะหลากหลายรูปแบบของทุกคนด้วย
ใครที่ต้องการติดตามผลงานของ ศิลปิน ที่เราขอนิยามว่า เธอเป็น Artrepreneur ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจศิลปะอย่างน่าชื่นชม สามารถเข้าไปชมผลงานของภาและแบรนด์ PABAJA ได้ที่

Facebook : PABAJA_Studio

Instagram : _pavisa_

 


คนทำงานศิลป์ ค้นหาแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ ได้ผ่านบทความนี้ต่อเลย

ผ้าม่อฮ่อมมัดย้อม by Tila จับภูมิปัญญา สร้างคุณค่างานคราฟต์