จากรายงานของ USDA หรือ The United States Department of Agriculture เกี่ยวกับความหนาแน่นในการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรต่อพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547-2557 ทำให้ทราบว่า ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศ 40 อันดับแรกที่มีความหนาแน่นการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรต่อพื้นที่การเกษตรอยู่ที่ 1:192 ไร่ (ประเทศที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรอยู่ใน ระดับสูงคือ ญี่ปุ่น อยู่ที่ 1:20 ไร่ และค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 13,626 ไร่) ดังนั้น จึงถือว่าการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรของไทยไม่น้อยหน้าใคร แต่แล้วทำไม เรายังรู้สึกว่า การเกษตรไทย ยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า Smart Farming เหลือเกิน


ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการตั้งข้อสังเกตต่อว่า ถึงแม้ไทยจะใช้เทคโนโลยีที่เป็นเครื่องจักรกลการเกษตรในระดับสูง แต่ทำไมผลิตภาพในภาคการผลิตของการเกษตรไทยยังค่อนข้างต่ำ

ดร.เสาวณี จันทะพงษ์
พรชนก เทพขาม

คำอธิบายที่จะคลายความข้องใจนี้ ปรากฎอยู่ในบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ โดย ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พรชนก เทพขาม นักวิเคราะห์สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง “นวัตกรรมการเกษตร: ทางออกปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทย ตอน 2” ซึ่งเราจะได้นำมาแชร์กันในวันนี้


ความจริงที่ต้องรู้ เรื่องการพัฒนาเกษตรกรรมไทย ทำไมถึงยังย่ำอยู่กับที่

“การเกษตรของไทยมีการนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศมาใช้ในการจัดการและการตลาดดิจิทัล แต่ไม่กว้างขวางนัก และยังไม่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีไปสู่เกษตรรายย่อยรากหญ้าได้”

ผู้เขียนบทวิเคราะห์นี้เผยความจริงที่ตอบคำถามข้างต้นอย่างตรงไปตรงมา พร้อมขยายความว่า

คำอธิบายนี้ สอดคล้องกับผลการศึกษารายงาน Enabling the Business of Agriculture 2017 ของ World Bank4 ที่ได้จัดอันดับของระบบนิเวศธุรกิจ การเกษตร ใน 8 ด้าน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรกลการเกษตร สินเชื่อ การตลาด การขนส่ง ระบบน้ำ และ ICT ของ 62 ประเทศทั่วโลก พบว่าไทยมีระบบนิเวศธุรกิจ การเกษตรด้านเมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกลการเกษตร สินเชื่อ และ ICT อยู่ในระดับกลาง ด้านปุ๋ยในระดับที่น่าพอใจ

ทว่า ด้านการตลาด การขนส่ง และระบบน้ำ กลับอยู่ในระดับที่แย่

ผลการจัดอันดับนี้จึงบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า แม้ภาคการเกษตรไทยจะมีการลงทุนในหลายปัจจัยที่จำเป็นด้านการผลิต โดยมุ่งหวังว่าจะเกิดผลิตผลและผลิตภาพในผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่ตอบกลับมากลับไม่เป็นอย่างมุ่งหวัง และเกษตรกรไทยก็ยังยากจนอยู่ร่ำไป

ผู้เขียนยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นด้วยการหยิบยก Success case ในประเทศแถบยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ สเปน อิตาลี และในเอเชียคือ เกาหลี ซึ่งมีระบบนิเวศธุรกิจการเกษตรดีเยี่ยม ในทั้ง 8 ด้านที่กล่าวมา ปรากฎว่าผู้มีอาชีพเป็นเกษตรกรในประเทศเหล่านี้จะมีรายได้สูง มีที่ดินเป็นของตนเอง และสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นในประเทศแถบยุโรปยังได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหาร สิ่งแวดล้อมและแรงงาน ในระดับที่สูงด้วย

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ภาคสนามของผู้เขียนบทวิเคราะห์นี้ พบว่าแม้ปัจจุบัน เริ่มเห็นแนวโน้มการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังกระจุกตัวในบางกลุ่ม เช่น คนรุ่นใหม่ ธุรกิจด้านการเกษตรขนาดใหญ่ และกลุ่มเกษตรกร ภายใต้เกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming)

มิหนำซ้ำ ยังพบข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกลุ่มเกษตรกรผู้สูงอายุ เนื่องจาก พวกเขายังไม่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อในการทำเกษตร แบบดั้งเดิม และการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการเกษตรให้แก่เกษตรกรยังมีน้อย รวมถึงยังขาดเงินทุนในการลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาใช้ แม้เกษตรกรบางส่วนจะนำเทคโนโลยีมาใช้บ้างแล้วยังต้องลองถูกลองผิดและปรับปรุงพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที และยังต้องการระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System)

แต่ถึงอย่างไรเสีย หนทางการพัฒนาและปรับเอานวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ในภาคการเกษตรไทย และพัฒนาไปสู่การเกษตรที่พึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น หรือพัฒนาไปสู่ เกษตรกรรม 4.0 ที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิต และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ใช่ว่าจะริบหรี่ไปเสียทีเดียว

เพราะดังที่เกริ่นว่า เกษตรกรไทย คุ้นเคยกับการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในภาคเกษตรกรรมมานานแล้ว และที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่เกษตรกรไทยจะมีอายุเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ จำนวนเกษตรกรหนุ่มสาวก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้วยเหตุนี้วิถีการทำการเกษตรจึงต้องพึ่งพาเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นเครื่องทุ่นแรงต่อไป และยังจะทวีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย


ทางเลือกทางรอด เพิ่มศักยภาพให้นวัตกรรมการเกษตรไทย ระบบ Smart Farming ต้องมา

จากสภาพปัญหาที่ต้องการทางออก ผู้เขียนบทความจึงแนะนำ ระบบ Smart Farming ซึ่งมีความเหมาะสมจะนำมาปรับใช้กับบริบทการเกษตรของไทยว่า

Smart Farming หรือ ระบบเกษตรอัจฉริยะของ FAO คือ การบริหารจัดการการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร

ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้คุณสมบัติ “เกษตรอัจฉริยะ” ไว้ว่าเป็นเกษตรกรที่มีรายได้รวมทางการเกษตรไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท ต่อครัวเรือนต่อปี และคุณสมบัติพื้นฐานอื่นๆ 6 ด้าน เช่น มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเกษตรอย่างถ่องแท้ (Knowledge) มีข้อมูลทันสมัย ประกอบการตัดสินใจ (Data) และตระหนักถึงคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค (Quality) เป็นต้น


เอาชนะทุกความท้าทายภาคเกษตรไทย ด้วยหลัก ต่อ เติม แต่ง

หลัก 3 ต. “ต่อ เติม แต่ง” ที่ผู้เขียนได้แนะนำไว้ให้เป็นทางออกของการพัฒนา Smart Farming หรือการเกษตรไทยยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมในยุค Digital Economy มาเพื่อสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ให้กับการทำเกษตร ดังต่อไปนี้

  • “ต่อ” ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นความรู้สดใหม่ ส่ง “ต่อ” ความรู้ระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง และสร้างความโปร่งใส ภายในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อย และส่งเสริมความเข้มแข็งของสหกรณ์การเกษตร อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนโดยการสร้าง ระบบเช่าเครื่องจักรกลทางการเกษตรในกลุ่มสมาชิก และเป็นข้อต่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเกษตรกร
  • “เติม” ความรู้จากงานวิจัย หรือการคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งจากหน่วยงาน รัฐและสถาบันการศึกษา แล้วถ่ายทอดเชื่อมโยงจากภาคทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติจริงของเกษตรกรรายย่อยให้ได้ และพร้อมที่จะให้ค้าปรึกษาแก่เกษตรกร (Smart Officer) ด้านหน่วยงานภาครัฐก็ควรรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกร และให้เกษตรกรเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นผลในทางปฏิบัติจริง
  • “แต่ง” ทัศนคติและค่านิยมใหม่ว่า เกษตรกรคืออาชีพที่ทรงคุณค่า และเป็นรากฐานผู้ประกอบการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และมีอิสระ การกำหนดแนวทางเกษตรทางเลือก เช่น เกษตรอินทรีย์ และส่งเสริมค่านิยมผู้บริโภครับผิดชอบต่อสังคมช่วยซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรโดยตรงในราคาที่สูง รวมทั้งภาครัฐควรส่งเสริมให้ภาคเกษตรมีศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้เกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา : https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/DocLib_/Article_11Apr2018.pdf

อัพเดตเรื่อง นวัตกรรมการเกษตร กันต่อ

ถอดรหัสความสำเร็จ IoT ขับคลื่อน Smart Agriculture สู่ยุค 4.0 ได้อย่างไร ?