ในยุคศตวรรษที่ 21 ทวีปเอเชียกำลังผงาดสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกแห่งใหม่ โดยมีจีนเป็นพี่ใหญ่ และเป็นคู่ต่อกรกับอเมริกา อดีตหัวหน้าที่ทำการศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก
แม้อเมริกาจะรายล้อมด้วยพันธมิตรทั้งทางเศรษฐศาสตร์และการทหาร ไล่ตั้งแต่กลุ่มยุโรปตะวันตก อาหรับเอียงขวา อินเดียกับเอเชียใต้ ออสเตรเลียและหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นที่แม้จะเป็นศัตรูเก่าเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม
จีนก็มีพันธมิตรด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน หรือประเทศโลกที่สองอีกหลายชาติ แต่ก็ดูเหมือนว่า หลายครั้งหลายหนมือที่จับกันยังไม่แน่นแฟ้นพอที่จะต่อกรกับความเหนียวแน่นของกลุ่มเพื่อนอเมริกา
จีนจึงประกาศนโยบาย The Belt and Road Initiative (BRI) หรือ The Silk Road Economic Belt and the 21st Century Maritime Silk Road เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 หรือที่รู้จักกันในนาม One Belt One Road
เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21
One Belt One Road เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้เสนอโครงการดังกล่าวผ่าน 3 แผนงาน คือ 1) แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การจัดสรรแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และกองทุนเส้นทางสายไหม 2) แผนการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ 3) แผนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
The State Council, The People’s Republic Of China (2558) หรือ สภาแห่งรัฐของจีน ได้กล่าวถึง The Silk Road Economic Belt หรือเส้นทางบนบกว่า นี่คือความร่วมมือในการสร้างวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจระหว่างชาติต่างๆ ตามแนวถนน ทางรถไฟ
“เราจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคและสร้างเครือข่ายทางบก เพื่อยกระดับการเชื่อมต่อไปสู่ขีดขั้นที่สูงขึ้นด้วยการส่งเสริมทางการค้าและการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยการสร้างเครือข่ายครอบคลุมทุกพื้นที่”
ส่วนเส้นทางเดินเรือหรือ Maritime Silk Road นั้น อักษรศรี พานิชสาส์น (2556) เรียกการรุกคืบทางทะเลของจีนในครั้งนี้ว่า ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก
ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก หรือ String of Pearls เผยแพร่ครั้งแรกโดยนาวาอากาศโท Christopher J. Pehrson แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในบทความ String of Pearls: Meeting the Challenge of China’s Rising Power across the Asian littoral (2006) เปรียบเทียบการที่จีนออกไปขอเช่าหรือสร้างท่าเรือและฐานทัพทางทะเล/ฐานทัพอากาศในหลายประเทศว่า เปรียบเสมือนเป็นไข่มุกแต่ละเม็ดที่จีนค่อยๆ เรียงร้อยเอาไว้จนกลายเป็นสายสร้อยไข่มุกยาวเรียงรายมายังแผ่นดินจีน ครอบคลุมเส้นทางทะเลจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทะเลอาหรับ ทะเลอันดามัน มาจนถึงทะเลจีนใต้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงวัตถุดิบและพลังงานเพื่อมาป้อนเศรษฐกิจจีนที่กำลังโตวันโตคืน
Indo Pacific หมากเกมใหม่ของขั้วอำนาจเก่า
One Belt One Road ของจีนรุกคืบอย่างรวดเร็วทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะงานทางด้านวัฒนธรรมผ่านสถาบันขงจื่อ ภายใต้โครงการเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road Confucius Institute) เน้นการเผยแพร่ภาษาจีนกลางให้มิตรประเทศ
ญี่ปุ่นและชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาจึงต้องเปิดไพ่ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ภายใต้รหัส Free and Open Indo-Pacific Strategy หรือที่รู้จักกันในชื่อยุทธศาสตร์ Indo-Pacific เพื่อสกัดและคานอำนาจจีน
Indo-Pacific ต่อยอดมาจากสุนทรพจน์ Confluence of the Two Seas เมื่อปี ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ของ ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่พัฒนามาสู่นโยบาย The Arc of Freedom and Prosperity และยุทธศาสตร์ Diamond Strategy เมื่อปี ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) จนกลายมาเป็น Free and Open Indo-Pacific Strategy และได้ประกาศอย่างเป็นทางการในที่ประชุม Tokyo International Conference on Africa Development (TICAD) เมื่อปี ค.ศ.2016 (พ.ศ.2559) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ Asia-Pacific ของสหรัฐอเมริกา อันประกอบด้วย 1) ตั้งอยู่บนพื้นฐานภูมิภาคนิยม (Regionalism) 2) ยึดหลักนิติธรรมและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และ 3) มุ่งเพิ่มบทบาททางการทหาร
ยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ของ ญี่ปุ่น เป็นการผนวกพื้นที่ทางรัฐศาสตร์ของมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน โดยมีนัยสำคัญคือการส่งเสริมบทบาทอินเดียมหามิตรของอเมริกาในการสร้างดุลยภาพเพื่อคานอิทธิพลทางฝั่งตะวันตกของจีน ขณะที่ยุทธศาสตร์ทางการทหารตอนใต้ได้นำออสเตรเลียเข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากมีกองทัพเรือที่มีแสนยานุภาพพอที่จะถ่วงดุลกับจีนได้
อีกทั้งภายใต้ยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ญี่ปุ่นมุ่งความสนใจไปที่อินเดียและแอฟริกา โดยมีการยกระดับความสัมพันธ์กับอินเดียภายใต้ชื่อ Special Strategic and Global Partnership
เหตุผลหลักที่ทำให้ ญี่ปุ่น พยายามดึงอินเดียเข้ามามีส่วนร่วมก็คือ ประเทศอินเดียนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คืออยู่กึ่งกลางของภูมิภาค ญี่ปุ่นจึงเปิดหัว Indo-Pacific ร่วมกับอินเดียในการผลักดันเขตพัฒนาพิเศษระเบียงเศรษฐกิจ Asia-Africa (AAGC หรือ Asia-Africa Growth Corridor) เพื่อมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานสูงให้กับอินเดียและประเทศพันธมิตรในแนวมหาสมุทรอินเดีย
ศึกชิง “แอฟริกา”
ยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ของ ญี่ปุ่น ในครั้งนี้ มีการยกระดับความสำคัญด้านการให้ความช่วยเหลือประเทศพันธมิตรในทวีปแอฟริกา เพื่อพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม บนพื้นฐานของหลักการที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่น มองว่า แอฟริกา จะกลายเป็นอาณาจักรศักยภาพสูงในอนาคตอันใกล้ ปัจจัยหลักนอกจากจำนวนประชากรร้อยละ 15 ของประชากรโลก ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 25 ของโลก โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.2 และที่สำคัญก็คือ แอฟริกาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งเป็นตลาดในอนาคต
ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ของ ญี่ปุ่น คือการยับยั้ง One Belt One Road ผ่านการสะท้อนท่าทีหลายมิติ ของญี่ปุ่น ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเข้ากับอินเดียและแอฟริกามากขึ้น ส่วนในทางการเมือง ญี่ปุ่นได้เน้นไปที่การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมหาอำนาจของโลกคือ อเมริกา
ยุทธศาสตร์ Indo-Pacific จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมการเมืองหรือความมั่นคงที่ต้องการให้อเมริกาผ่านอินเดีย เข้ามาร่วมมีบทบาทในภูมิภาคและเส้นทางแผ่ขยายอิทธิพลของจีนจากโครงการ One Belt One Read
ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น ญี่ปุ่น ต้องการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาครอบมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เน้นไปที่อินเดียและแอฟริกา เพื่อขยายตลาด และสร้างเครือข่ายความเชื่อมโยงในภูมิภาค
เมื่อ One Belt One Road เจอกับ Indo Pacific
อย่างไรก็ดี แม้ว่าอเมริกาหรือประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จะมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทว่า Indo-Pacific ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และบรรดาพันธมิตรของอเมริกา
เข็มขัด (Belt) ที่จีนพยายามผูกโยงภูมิภาค จึงเริ่มรัดรึงมากขึ้นเรื่อยๆ จากเข็มขัดเส้นใหม่ของญี่ปุ่น คือ ยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ที่ญี่ปุ่นและพี่เบิ้มอเมริกา พยายามทาบซ้อนทับลงไปในแผนที่ One Belt One Read นั่นเอง
ลืมไปได้เลย ภาพความอดอยาก สัมผัส ประเทศเอธิโอเปีย กับฉายาใหม่ “ จีนแห่งแอฟริกา ”
One Belt One Road เส้นทางสายไหม ในศตวรรษที่ 21 จุดยุทธศาสตร์ใดได้ประโยชน์มากที่สุด?













