ต้องขอบคุณบทความเรื่อง “Sumida Hokusai Museum เปลี่ยนผู้คนและชุมชนให้เป็นมิตรกันง่ายขึ้น” จากเว็บไซต์ www.creativecitizen.com ที่มาเป็นแรงผลักดันให้ตั้งปณิธานว่า ไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ต้องหาเวลาว่าง เดินทางไปยัง Sumida Hokusai Museum ให้ได้ ทั้งด้วยเหตุผลตามที่บทความชิ้นนี้ได้เชิญชวนและเหตุผลส่วนตัว ที่ชื่นชอบและชื่นชมผลงานของปรมาจารย์ภาพวาดและภาพพิมพ์ที่สื่อถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ชัดเจนที่สุดท่านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว


ช่วงสายของวันสุดท้ายในเดือนสิงหาคม หลังจากออกจากสถานีรถไฟ JR Sobu Line Ryogoku : East Exit เราเริ่มเดินไปยังจุดหมายโดยให้แอปพลิเคชัน Google Maps นำทางไปยัง Sumida Hokusai Museum ครั้นเดินเข้าไปในซอย ก็พบชุมชนริมทางรถไฟที่วิถีชีวิตของคนย่านนี้ยังคงดำเนินไป ผู้คนทุกเพศทุกวัย ปั่นจักรยานผ่านไป ในจำนวนนี้มีพี่ป้าน้าอา ที่ปั่นจักรยานมุ่งไปยังร้านขายของชำของชุมชน ซึ่งก็ตั้งอยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์ที่เราตั้งใจเดินทางมานี้เอง

หลายคนที่ไม่เคยมาเยือนพิพิธภัณฑ์ Sumida Hokusai อาจจินตนาการว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่น่าจะต่างกับอาคารพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ทว่า สถานที่จริง เป็นสถาปัตยกรรมทันสมัย ตัวอาคารกรุอลูมิเนียม พื้นผิวจึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อนบรรยากาศโดยรอบ ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ติดอยู่กับสนามเด็กเล่นของชุมชน ล้อมรอบด้วยถนนที่ผู้คนในชุมชนใช้ในการสัญจรไปมา แต่กลับให้ความรู้สึกว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หลังนี้ไม่ได้ดูแปลกแยกจากชุมชนโดยรอบแต่อย่างใด


ไอเดียที่ลงตัว ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และชุมชน @ Sumida Hokusai Museum

จากบทความที่สร้างแรงบันดาลใจและนำทางเราไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในเว็บไซต์ creativecitizen.com ได้บอกให้รู้ถึงแนวความคิดในการออกแบบของ คะซุโยะ เซะจิมะ สถาปนิกผู้ออกแบบโปรเจคนี้จากสำนักงาน SANAA ที่เล่าว่า

“ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ Sumida Hokusai นี้ มี 4 ชั้น ชั้น 3-4 เป็นส่วนนิทรรศการ แต่ส่วนที่น่าสนใจคือพื้นที่ชั้น 1 ที่ติดกับสวนสาธารณะ ซึ่งทีมสถาปนิกมีแนวความคิดให้พิพิธภัณฑ์นี้ นอกจากจะเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของศิลปินคนสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ผู้ที่เกิดและเคยใช้ชีวิตอยู่ในย่านสุมิดะแล้ว ยังต้องการให้เป็นสถานที่เปิดรับกับชุมชนโดยรอบ ให้เมืองเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ”

โดยให้ตัวสถาปัตยกรรมซึ่งก็คืออาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เชื่อมกับสวนสาธารณะด้านหน้า และโปรแกรมให้ชั้น 1 เป็นสถานที่จัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชนรายรอบ ทั้งเป็นห้องบรรยายกึ่งอเนกประสงค์ ห้องสมุด โดยวิธีการออกแบบให้เชื่อมโยงอย่างที่วางแผนไว้นี้ คือการเจาะทางเข้าโดยรอบที่ชั้น 1 ให้กลายเป็นทางเข้ารูป 3 เหลี่ยม พร้อมกับให้ทุกเส้นทางนั้นตัดกันระหว่างส่วนใช้สอยต่างๆ และออกแบบให้ตัวอาคารนั้นสามารถเข้าได้จากทุกทิศทาง จากถนนด้านข้าง สวนสาธารณะด้านหน้า หรือจากซูเปอร์มาเก็ตใต้ทางรถไฟ

ทว่า หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์นี้จะทำงานอย่างไร เมื่อทางเข้านี้ไม่มีประตู เซะจิมะ อธิบายว่า ได้ติดตั้งระบบควบคุมการเข้าออก ที่จะควบคุมแค่ส่วนทางขึ้นไปยังส่วนจัดแสดงด้านบน กลไกนี้ทำเพื่อเอื้อให้กิจกรรมภายนอก เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมภายในได้ง่าย ซึ่งนี่เป็นมิติใหม่ของการใช้หลักภาษาสถาปัตยกรรมในการสื่อสารกับสังคมภายนอก ที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ไปปิดกั้นเหมือนอีกหลายพิพิธภัณฑ์


ไม่ได้น่าสนใจแค่ภายนอก แต่เนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน

ในวันที่เราไปถึงพิพิธภัณฑ์ พบว่า ชั้น 2-3 ปิดปรับปรุง ทว่า ส่วนจัดแสดง ชั้น 4 ยังเปิดให้เข้าชมอยู่ ครั้นเสียค่าบัตรผ่านประตูคนละ 400 เยน (ประมาณ 120 บาท) ก็ได้เวลาขึ้นลิฟท์เพื่อไปชมประวัติและผลงานของ ปรมาจารย์ภาพเขียน Katsushika Hokusai คะทสึชิคะ โฮะคุไซ

ทั้งชาวญี่ปุ่นและผู้คนที่เคยเสพงานศิลปะของโฮะคุไซ ได้รู้จักปรมาจารย์ท่านนี้ในฐานะศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้เลื่องชื่อของญี่ปุ่น โดยโฮะคุไซนั้นเกิดและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในย่านสุมิดะนี้เมื่อราว 200 ปีก่อน นี่จึงเป็นที่มาของชื่อพิพิธภัณฑ์ ซึ่งผลงานที่เลื่องลือ สร้างชื่อเสียงให้โฮะคุไซ และคุ้นตาทุกคน นั่นคือ ภาพ The Great Wave off Kanagawa ซึ่งเป็นผลงานของเขาในปี 1820 นั่นเอง

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในส่วนจัดแสดง ก็พบว่า การจัดแสดงถูกออกแบบให้นำเสนอออกมาในรูปแบบทันสมัย ใช้แสง สี ในการส่งให้ทุกรายละเอียด ทุกผลงานของปรมาจารย์ท่านนี้ดูโดดเด่นน่าสนใจยิ่งขึ้น

โดยอัตชีวประวัติของ โฮะคุไซ ได้นำเสนอผ่านการเรียงลำดับเรื่องราว ตั้งแต่ ประวัติตอนเกิดที่ผูกโยงเข้ากับข้อมูลประวัติศาสตร์ของย่านสุมิดะที่โฮะคุไซเกิด

จากนั้นได้บอกเล่าถึงห้วงเวลาที่ โฮะคุไซได้ฝึกปรือฝีมือเพื่อรังสรรค์งานศิลป์ของเขาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุได้ 19 ปี (ปี ค.ศ.1778) โดยได้เข้าร่วมกลุ่มของนักวาดภาพนาม ซึ่งประกอบด้วยปรมาจารย์ด้านภาพวาด ภาพพิมพ์ ผู้มีฝีมือในยุคนั้นหลายท่านด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ Katsukawa Shunsho ผู้ก่อตั้ง Katsukawa School จนกระทั่งเมื่อเขาอายุ 35 ปี

แล้วจึงค่อยๆ บอกเล่ารายละเอียด สิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในชีวิตของอาจารย์โฮะคุไซ พร้อมกับแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์ ด้วยเทคนิคจัดแสดงผลงานภาพผ่านจอมอนิเตอร์ที่แค่สัมผัส ก็จะได้ชมภาพและข้อมูลที่บอกเล่าที่มา รายละเอียดของผลงานนั้นที่อาจารย์โฮะคุไซสร้างสรรค์ขึ้นมาแล้ว

นอกจากการจัดแสดงผลงานของโฮะคุไซตามช่วงชีวิตของท่านแล้ว ส่วนกลางของสถานที่จัดแสดงยังนำเสนอผลงานภาพพิมพ์ ภาพเขียน ของปรมาจารย์ท่านนี้ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สร้างคลิปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งไม่ว่าใครที่รับชมก็อดอมยิ้มไปกับความน่ารัก และความเฉียบคมของแง่มุมในการนำเสนอผ่านกิมมิคภาพเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้


ที่สุดแล้ว คงไม่มีอะไรอยากสื่อเท่า หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ขอแนะนำให้จัดสรรเวลาไปรื่นรมย์ ณ Sumida Hokusai Museum รับรองว่า ไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องอัตชีวประวัติและผลงานของปรมาจารย์ภาพพิมพ์ ภาพเขียน คนสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนาม คะทสึชิคะ โฮะคุไซ เท่านั้น ที่ทุกคนจะได้รับกลับไป ทว่า ยังได้ซึมซับความมีชีวิตชีวาที่ส่งผ่านอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ วิถีชีวิตของคนย่านสุมิดะ อย่างลงตัวด้วย

ชวนท่องเที่ยว เสพความงามของสถานที่ทรงคุณค่าทั่วโลกกันต่อ

Hagia Sophia เส้นทางเดิน จากโบสถ์ สู่สุเหร่า และจบลงที่พิพิธภัณฑ์