ระบบโรงเรียนไทย มีอิทธิพลตั้งแต่สมัยที่มิชชันนารีนำมาเผยแพร่ผ่านวัง-วัด ในสังคมช่วงระยะหนึ่ง…การศึกษาไทยจึงหันออกจาก ‘บ้าน-ชุมชน’ และ ‘วัด’ เข้าสู่รูปแบบ-ปรัชญาการเรียนรู้ตามกติกาโลกอุตสาหกรรมศตวรรษก่อน แต่เมื่อเวลา-สถานการณ์เปลี่ยน การปรับตัวเปลี่ยนไปของการศึกษาไม่หมุนไปตามกงล้อแห่งกาลเวลา กลับสถาปนาอำนาจเชิงสถาบันขึ้นในสังคม กำหนดให้ตนเป็น ‘ผู้รู้-ผูกขาดความรู้’


ไทยมี ‘ผู้รู้’ มากมาย แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ยังมืดบอดในความไม่รู้?

ผู้รู้…ปั้นสร้างค่านิยมและพิธีกรรมขึ้นมามากมายจนติดกับดักตนเองหลง ระเริงกับผลประโยชน์และการแสวงกำไรจากค่านิยมสังคม สร้างสารพัดความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีแห่งอำนาจตรากฎบัตร กฎหมายคุ้มครอง จัดสรรขั้นตอน-ระดับความรู้ กำหนดค่าตอบแทนและตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ในการทำงาน

นี่คือ ผลพวงมรดกความคิดจากศตวรรษที่แล้ว ที่ก่อหายนะ ความสูญเปล่าทางการศึกษาขึ้นในสังคมอย่างมหาศาล!

การปรับตัวของระบบการศึกษาจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก เหตุเพราะสนิมเกิดแต่เนื้อในตน! สร้างความบิดเบี้ยวพิกลพิการค่านิยมขึ้นรุนแรง นำพาสังคมมืดบอดในความไม่รู้ อหังการบนความว่างเปล่า ทำให้เด็กเยาวชนตกงานมากมาย สังคมขาดความรู้ ครูอาจารย์ปรับตัว-ปรับความรู้ตามโลกไม่ทัน เพราะนั่งนิ่งอยู่บนหอคอยงาช้าง! ขณะที่โลกเคลื่อนไหวสร้างความก้าวหน้า-ความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สนความเลอะเทอะหลงตัวเองของครูอาจารย์และสถาบันการศึกษา!

โลกเปลี่ยนสู่ศตวรรษที่ 21 การศึกษา-การเรียนรู้สามารถสนองตอบความพึงพอใจผู้เรียนได้แบบไร้พรมแดน เคลื่อนสู่โลกที่ ‘ไม่ต้องการใบปริญญา แต่ต้องการความรู้ ความสามารถ และทักษะนวัตกรรมในงานเกือบทุกประเภท’ การศึกษาในระบบโรงเรียนจึงมีสภาพที่ถูกปัจจุบันและอนาคตไล่ล่า-ทำลายล้าง กลายสภาพเป็นกลุ่มตะวันตกดินไปโดยปริยาย!


มีข้อสงสัยและคำถามมากมายว่า ใครเปลี่ยนโลก…เปลี่ยนการศึกษาไปเป็นเช่นว่านี้?

เพราะขนาดอำนาจการกำกับดูแลโดยรัฐชาติยังละล้าละลัง ไม่อาจต่อกรกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ และมีหวังจะพ่ายแพ้ด้วย! หากอำนาจนั้นกระด้าง ไม่ปรับตัว ไม่รู้จักที่จะยืนอยู่ในโลกของความเป็นจริง! พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่เปลี่ยนก็ต้องเจอสภาวะดิสรัปชั่น (disruption) แน่! คลื่นของกระแสโลกวันนี้ไม่ใช่โลกยุคกล้ามเนื้อหรือเงินตราในคลื่นลูกที่หนึ่ง หรือสอง ที่อัลวิน ทอฟเลอร์ สรุปไว้แล้ว แต่เป็นโลกใน คลื่นลูกที่สาม ที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรู้-นวัตกรรม ความเชื่อมโยงระหว่างตัวตนชีวิต การดำรงอยู่ สังคม การสร้างเศรษฐกิจ การจัดการสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตโดยรวม ไม่ได้ตกวนอยู่ในเวทมนตร์ของตักศิลาหรือกลุ่มความรู้ใดแบบศตวรรษที่ผ่านมาอีกต่อไป

Startup กลุ่มเล็กๆ ที่มีศักยภาพ มีนวัตกรรม และรู้จักใช้เทคโนโลยี สร้างการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว มั่งคั่ง ร่ำรวยขึ้นในระดับแสนล้านเพียงชั่วครึ่งรุ่นคน ไม่ต้องสั่งสมนานสองสามรุ่นคนแบบยุคก่อน!

การเปลี่ยนแปลงของโลกแวดล้อมวันนี้เกิดขึ้นกับโลก ชีวิต และการงานในทุกมิติ มีพลังศักยภาพสูงกว่าเดิมหลายพันล้านเท่า โดยเฉพาะความเร็ว-แรงของเทคโนโลยีทั้งหลายในแง่ประสิทธิภาพ ความแม่นตรง และการตอบสนองต่อการจัดการความรู้ การผลิต การตลาด การบริโภค และการพัฒนาคุณภาพชีวิต!


มีเครื่องมือใหม่ๆ ก็หาคำตอบได้ในเสี้ยววินาที

Google พ่อมดไอทีสายความรู้ที่เป็นเสมือนเทพแห่งความรู้ สถาปนาตัวตนขึ้นมาในยุคที่ไมโครซอฟท์ไม่เคยแพ้ใครมาก่อน แรกๆ Google เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำเงินแต่เปลี่ยนโลกได้! จนพัฒนาขึ้นเป็นผู้ดูแลข้อมูลโลกทั้งใบ! ทำหน้าที่เหมือนยามเฝ้าประตูอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนต้องเดินผ่าน โดยที่ไม่ครอบครองใคร แต่ขยายตัวไปเรื่อยๆ จากการเป็นสื่อที่ให้คำตอบทุกคำถามไปสู่…

การพัฒนา Google สู่การเป็นพ่อมดแห่งความรู้ที่มีตัวตนสำคัญของโลกนี้ได้ เพราะศักยภาพในการสนองตอบความกระหายใคร่รู้ของผู้คนในโลกยุคใหม่ จากระบบที่ Google เร้นกายดูดซับข้อมูลทั้งหมดบนโลกใบนี้ จนสามารถรวบรวม-ควบคุมความรู้ในโลกนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ กลายเป็นศูนย์กลางโลกดิจิทัลไปโดยปริยาย สามารถทำงานด้านข้อมูลได้รวดเร็ว ซับซ้อน แทบจะแทนสมองมนุษย์ได้เลย ให้คำตอบด้วยความเร็วเพียงเสี้ยววินาที ขณะที่บางคำตอบนั้น เราต้องใช้เวลานับปีเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ เก็บข้อมูลจากหลายแหล่งมาประมวลเป็นเวลานานกว่าจะได้คำตอบออกมา

สำหรับ Google ใช้เพียงเสี้ยววินาทีตอบทุกคำถามกับทุกคน ทุกเวลา ไร้พรมแดน ไม่แบ่งเพศ สีผิว ชนชั้น และชาติพันธุ์ นี่คือศักยภาพที่ล้นเหลือของอัลกอริทึมสุดมหัศจรรย์ของ Google ที่เปลี่ยนโลกแวดล้อมการเรียนรู้และการศึกษาสนองตอบความต้องการความรู้ของผู้คนในทุกระดับ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างสูตรและวิธีการทำขนมครก ไปจนถึงสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนของฟิสิกส์ หรือความลับที่เร้นลับอย่างจำนวนหัวจรวดนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ


มีระบบความคิดเก่าๆ ให้เททิ้ง หรือไม่ก็อยู่นิ่งๆ แล้วเตรียมสูญพันธุ์!

การเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ ไม่ได้เปลี่ยนตามกลไกของสูตรคณิตศาสตร์แบบ 2+2 เป็น 4 หรือ 2×9 เป็น 18 แต่เปลี่ยนไปตามพลังความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เชื่อมโลกกายภาพ ชีวภาพ เข้ากับดิจิทัล และสร้างผลิตผลขึ้นในกระแสความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผู้คนสัมผัสจับต้องและเสพได้ โลกแวดล้อมของการเรียนรู้ใหม่จึงผสมกลมกลืนระหว่างการเรียนรู้ การดำรงชีวิต การงาน ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตไปโดยปริยาย

‘ใบปริญญา’ เป็นเพียงความแปลกแยกซึ่งเป็นมรดกทางค่านิยม ‘ความคิดหลงยุค’
ที่ติดมาเท่านั้น แต่ถ้าระบบการศึกษาไทยปรับตัวไม่ได้…ก็เตรียมสูญพันธุ์ได้เลย!!!


เรื่องโดย : apichatology


 

 

 

 

 


บทความชวนคิดเกี่ยวกับ ‘ระบบการศึกษาไทย’

การศึกษาไทย ต้องทำงานแข่งกับเวลา ให้ทันกระแสโลกยุคใหม่และไทยแลนด์ 4.0

เหตุใด การศึกษาไทย จึงไม่ไปไหนเสียที ? คำถามที่ต้องร่วมกันหาทางออก