ประเด็นเรื่องการ ปฏิรูปการศึกษา ได้รับความสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวเรื่องในการปฏิรูปสังคมประเทศชาติมาทุกยุค ทุกสมัย ทว่า ในบริบทของประเทศไทย ก็ต้องยอมรับกันอย่างจริงจังว่า การปฏิรูปการศึกษา ยังคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังหาทางออกและทิศทางที่เหมาะสมในการปฏิรูปไม่เจอ เหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกตหรือพายเรือวนอยู่ในอ่าง ดังบทความที่เราได้เคยนำเสนอไปเมื่อเร็วๆนี้ มาในวันนี้ ถึงเวลาที่เราจะไปส่องความสำเร็จในการจัด การศึกษา ประเทศเกาหลีใต้ ต้นแบบการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกกันแล้ว


ระหว่างที่รอคอยอย่างมีความหวังว่าจะได้เห็นการ ปฏิรูปการศึกษา ไทย ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม เพื่อสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพ ตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศนั้น วันนี้เรามีข้อมูลทางสถิติล่าสุดจาก OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development ที่ได้ทำการจัดอันดับ ประเทศต้นแบบปฏิรูปการศึกษา ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก 10 อันดับ โดยอ้างอิงผลสำรวจตั้งแต่ปี 2016

ผลสำรวจนี้ทำขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี ซึ่งจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้วในประเทศต่างๆ ว่าเขาเหล่านั้นได้รับการศึกษาที่สามารถบ่มเพาะให้พวกเขาเป็นคนแห่งอนาคต ดำรงอยู่ในทศวรรษที่ 21 ด้วยองค์ความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติที่จำเป็น มีศักยภาพพร้อมในการปรับใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ได้อย่างตอบโจทย์การใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

www.koreatimesus.com

และผลออกมาว่าประเทศที่ครองแชมป์อันดับ 1 ของ Top 10 ประเทศ ต้นแบบ ปฏิรูปการศึกษา ดีที่สุดในโลก ในการจัด Ranking นี้ คือ ประเทศในทวีปเดียวกับไทย อย่าง ประเทศเกาหลีใต้ นั่นเอง ตามมาด้วย ประเทศแคนาดา และประเทศญี่ปุ่น ตามลำดับ

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบผลการจัดอันดับขั้นต้นแล้ว เพื่อให้เห็นความจริงรอบด้านมากขึ้น จึงอยากนำเสนอมิติต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในรายงานผลการจัดอันดับนี้ ทั้งด้านสว่างและด้านมืดเพื่อฉายภาพแนวทางการปฏิรูปการศึกษา การจัด การศึกษา ประเทศเกาหลีใต้ อย่างน้อยก็เพื่อรู้ให้รอบด้าน แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่า การปฏิรูปการศึกษาไทย ที่ทุกคนปรารถนาควรพัฒนาไปในทิศทางใด


ถอดรหัสความสำเร็จการจัด การศึกษา ประเทศเกาหลีใต้

ในเว็บไซต์ OECD ได้ระบุถึงเกณฑ์ในการพิจารณา จัดอันดับประเทศต้นแบบปฏิรูปการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก โดยเกริ่นว่า ด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างกรอบทักษะที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ ซึ่งทักษะเหล่านั้นเป็นทักษะสากล ไร้พรมแดน ที่ประชากรคนรุ่นใหม่จะต้องมีเพื่อสร้างเส้นทางคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเองในอนาคต

“การศึกษาที่ดีในที่นี้ ครอบคลุมทั้งหลักสูตรที่สอนความรู้ทางทฤษฎี ที่นำสู่การเสริมสร้างทักษะด้านการค้นคว้าหาความรู้ในการวิจัย หรือพัฒนาตนเองให้มีทักษะเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางการแพทย์ ทั้งนี้ รวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการฝึกงานในสถานประกอบการจริง เพื่อสร้างเสริมทักษะวิชาชีพที่ต้องนำไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต”

เมื่อพิจารณาในบริบทของประเทศเกาหลีใต้ ที่ครองตำแหน่งประเทศที่มีการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกนี้ ก็พบว่า Key Success ตั้งต้นของความสำเร็จนี้ คือ การให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการศึกษา ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2005 ประเทศเกาหลีใต้ได้แบ่งงบประมาณพัฒนาประเทศถึง 10 เปอร์เซ็นต์ให้การพัฒนาด้านการศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ถึงระดับอุดมศึกษา

จากนั้น ในการเรียนการสอนของสถานศึกษา จะได้รับนโยบายเดียวกัน คือ การให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในคณะ สาขาวิชา ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากที่สุด เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างประเทศสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยจากการสำรวจพบว่า มีบัณฑิตที่จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ การผลิต และการก่อสร้าง ในสัดส่วนที่มากกว่าเกณฑ์ที่ OECD ได้ตั้งไว้ 

และไม่ใช่แค่การสร้างเสริมทักษะ Hard Skill เพื่อสร้างประชากรคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น แต่หลักการปฏิรูปการศึกษาที่ยึดถือปฏิบัติมาจนทำให้รากฐานการศึกษาที่นี่แข็งแกร่ง คือ สถาบันการศึกษา ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับการพัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อให้สามารถออกไปประกอบอาชีพและเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์

โดยประเทศได้จัดหลักสูตรใหม่ กำหนดให้มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นระบบและชัดเจน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษา มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรทางการ และให้ผู้เรียนเรียนรู้หลักสูตรแฝงจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง ซึ่งมีการปรับปรุงหลักสูตรตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมโลก อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ


เผยด้านมืดของ การศึกษา เกาหลีใต้ มุมมองจากหนังสารคดี Reach for the Sky

แต่ตราบใดที่เหรียญยังมีสองด้าน เมื่อได้รู้ถึงด้านสว่างของ การศึกษา ประเทศเกาหลีใต้ แล้ว เราก็อยากฉายภาพด้านหม่นของการศึกษาเกาหลีใต้ ที่ว่ากันว่าดินแดนแห่งนี้มีการแข่งขันในการสอบเข้าอุดมศึกษาดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่าน หนังสารคดีเรื่อง Reach for the Sky ที่เคยได้ผ่านตามาด้วย

โดยชื่อของหนังสารคดีเรื่องนี้ มีที่มาจาก การขนานนามกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับแนว ว่า ‘SKY’ ซึ่งหมายถึง 3 มหาวิทยาลัยในฝันของเหล่านักเรียนชาวเกาหลีใต้ที่พวกเขาอยากสอบเข้าไปศึกษาต่อ ได้แก่ Seoul National University, Korea University และ Yonsei University ซึ่งแน่นอนว่า หากใครสามารถพาตัวเองเข้าไปเป็นนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่เอ่ยนามมานี้ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการได้ใช้ชีวิตล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า นั่นเอง

เนื้อหาหนังสารคดีเรื่องนี้ มุ่งบอกเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดในแวดวงการศึกษาเกาหลีใต้ สภาวะการแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันไม่ได้กดดันแค่ตัวนักเรียนผู้สอบ แต่ยังแผ่กระจายไปยังเหล่าผู้ปกครอง ที่ต่างต้องบนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้บุตรหลานของตนสอบเข้าให้ได้

ส่วนผู้สอบ ก็ต้องละทิ้งทุกอย่างในชีวิต เพื่อมุ่งเตรียมตัวสอบ สมัครสอบ และเข้าสู่กระบวนการติวเข้ม เรียกได้ว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลสอบเข้ามหาวิทยาลัยทีไร ความตึงเครียดจะแผ่กระจายไปทั่วทั้งประเทศก็ว่าได้ ส่วนหนึ่ง เพราะความเชื่อในสังคมเกาหลีใต้ที่หยั่งรากลึกว่า ถ้าเด็กคนไหนพลาดพลั้งจุดนี้ไปก็เหมือนกับว่าจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตอีกเลย

ดังนั้น หากสรุปตรงนี้ว่า โอกาสในการได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ ในประเทศที่รั้งอันดับหนึ่งของการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ต้องแลกมาด้วยความกดดัน ความทุ่มเท ขั้นสุดของผู้เรียนและคนรอบข้างคงไม่ผิดไปจากความจริงนัก


ที่สุดแล้วบทสรุปที่เป็น Key success ของ การปฏิรูปการศึกษา ในฝัน คงไม่ใช่โมเดลตายตัวที่ทุกประเทศจะนำไปใช้ได้ในทิศทางเดียวกัน ทว่า น่าจะเป็นการวางแผนการบริหารจัดการที่เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ แต่ละสังคมมากกว่า เมื่อได้แนวทางนั้นแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาชาติให้เป็นไปในทิศทาศที่วางไว้ให้ได้ต่อไป


อ้างอิง

อ่านบทความน่าสนใจ เรื่องมุมมองการปฏิรูปการศึกษากันต่อ

ถึงเวลา disrupt ระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อเริ่มสิ่งที่เหมาะกับโลกยุคใหม่

 

Previous article‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ภูมิใจกับ 3 บริษัทหลักที่ได้เป็นสมาชิก DJSI ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.259/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์