ข่าวล่าสุดของประเทศไทย คือการยกเลิกใช้สำเนาบัตรประชาชน ที่หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งกำลังทยอยกันเลิกใช้
คุณสมบัติของบัตรประชาชนใน Digital Country
ถ้าพูดถึงบัตรประชาชนระบบ Smart Card แบบบัตรเดียวเบ็ดเสร็จ ก็มีตัวอย่างให้เห็นการใช้งานในหลายประเทศมานับสิบปี นั่นคือการรวมบัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรประกันสังคม หรือกรมธรรม์ประกันชีวิตเข้าด้วยกันเป็นบัตรเดียว ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ บัตรประชาชนเสมือน หรือการเป็นประชากรในโลก Digital
นั่นก็คือ โครงการ e-Residency ของประเทศ Estonia

ด้วยทรัพยากรที่จำกัดในทุกด้าน เพราะ Estonia คือประเทศเกิดใหม่ที่เพิ่งได้รับอิสรภาพจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ. 1991 Estonia จึงริเริ่มนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาเป็น “เรือธง” ในการบริหารประเทศ
โดย Estonia เป็นประเทศแรกที่ประกาศให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นชาติที่มีธุรกิจ Startup มากที่สุดในโลก คือมี Startup จำนวน 1.3 ล้านธุรกิจ เท่ากับจำนวนประชากร 1.3 ล้านคนพอดี
เปิดกว้าง และเรียนรู้โลกตลอดเวลา
คือปรัชญาการบริหารประเทศของ Estonia
ใครก็เป็น e-Residency ได้
ด้วยความที่เป็นประเทศเล็ก จึงเปิดให้ทุกคนในโลกสมัครเป็น e-Residency หรือพลเมือง Digital พร้อมออกบัตรประชาชนออนไลน์ให้ใครก็ได้ สำหรับทำธุรกิจ e-Commerce หรือ Startup ใน Estonia โดยจะเปิดบัญชีกระแสรายวัน และให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ e-Residency
ในอนาคต Estonia มีโครงการจะเปิด “สถานทูต Digital” เพื่อดูแล e-Residency อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
หลักการคือ ใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ก็สามารถเข้ามาทำธุรกิจใน Estonia ผ่านระบบออนไลน์ เป้าหมายคือเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และช่วยให้ Estonia ได้ดูดซับองค์ความรู้ใหม่ๆ จากภายนอก

เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาล Estonia ดำเนินนโยบาย e-Society ก็เพราะ Estonia เล็งเห็นแล้วว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางที่จะขับเคลื่อนประเทศได้เร็วที่สุด เพราะนั่นคือ โลกเสมือน หรือ Virtual World
การที่ Estonia เป็นประเทศต้องนับหนึ่งใหม่ หรือ Set Zero หลังปี ค.ศ. 1991 จึงมีความจำเป็นต้อง Clear-cut หรือ Reboot ระบบทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
Digital จึงเป็นช่องทางที่เร็วที่สุดในการพัฒนาด้านต่างๆ ในฐานะเครื่องมือสำคัญที่จะเชื่อมโยงระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน
ด้วยความตั้งใจของ Estonia ที่จะพัฒนาประเทศให้เป็น Digital Country พวกเขาเริ่มต้นด้วยการปล่อยสัญญาณ Wifi โดยอนุญาตให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชนในสถานศึกษาทั่วประเทศ พร้อมกับสอนเด็กให้รู้จักการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่ชั้น ป.1
โดยเฉพาะการประกาศให้ประชากรและผู้อยู่อาศัยใน Estonia ใช้ e-ID Card ทำธุรกรรมแทบทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่ระบบการศึกษา การสาธารณสุข ไปจนถึงการเลือกตั้ง ในปี ค.ศ. 2001

ทั้งหมดนี้ ดำเนินการผ่านหลักสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ
1. ต้องก้าวข้ามความเป็นไปไม่ได้ เพราะใครจะคิดว่าประเทศเล็กๆ อย่าง Estonia ที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางเศรษฐกิจนานาชาติ และเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ จะสามารถสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้ในระดับโลก จูงใจให้คนในประเทศก้าวออกมาเป็นเจ้าของกิจการ ควบคู่ไปกับการดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไปลงทุนด้วยมาตรการทางภาษี และระบบการเมืองการปกครองที่ไม่ซับซ้อน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
2. อย่านึกถึงแต่อุปสรรค เพราะเรื่องต่างๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยความรู้
3. คิดนอกกรอบ เพราะสิ่งที่ทำให้ Estonia เป็น Estonia ในวันนี้ หาได้เกิดจากการลอกเลียนแบบแนวคิดหรือนโยบายจากใคร แม้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการลอกเลียนหรือขโมยไอเดียที่มีอยู่แล้วและพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จนั้น อาจจะทำให้ประเทศหรือองค์กรเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทว่า Estonia กลับมองว่า แนวคิดแบบนั้นไม่เป็นผลดีสำหรับประเทศที่มาทีหลัง ซึ่งอยากเติบโตแบบก้าวกระโดด
เพราะในทางกลับกัน ความเชื่อมั่นในตนเองในแง่การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ หรือการสร้างนวัตกรรมบนพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของตนต่างหาก ที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศเดินไปได้
เพราะโลกทุกวันนี้สู้กันด้วยความรู้
ความรู้คือสิ่งขับเคลื่อนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เราทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ
ทุกๆ คนบนโลกนี้จะต้องเปิดกว้าง โดยต้องไม่คิดว่าเราแก่หรือล้าสมัย
นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก Estonia
Digital Transformation : ได้ยินบ่อยนะ แต่เกี่ยวอะไรกับชีวิตหรือธุรกิจของเรา?
โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน? ถ้ารัฐจัดบริการขั้นพื้นฐานให้ทุกคนและเก็บข้อมูลทุกอย่างใน ‘ระบบดิจิทัล’











