จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎในข่าว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมารายงานด้วยตัวท่านเองผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เกี่ยวกับข้อมูลทางสถิติที่น่าดีใจ อันจะนำสู่ การเปิดศักราช การท่องเที่ยวไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างภาคภูมิว่า


“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเกือบร้อยละ 10 โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ปราศจากความขัดแย้งทางการเมือง เรามีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก 1.14 ล้านล้านบาท ในปี 2557 และคาดว่าจะมีรายได้สูงถึง 2 ล้านล้านบาท ในสิ้นปี 2561 โดยในปี 2560 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว เดินทางมาเยือนเกือบ 36 ล้านคน นับว่ามากที่สุดติด 1 ใน 10 ของโลก”

แต่การจะรักษาสถิติที่น่ายินดีนี้ไว้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินกลยุทธ์กระตุ้นการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการบริหารจัดการกับปัญหา “ทัวร์ ไร้คุณภาพ” ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา การท่องเที่ยวไทยแลนด์ 4.0 ด้วย

ขนิษฐา ปะกินำหัง : tdri.or.th

ต่อประเด็นปัญหานี้ ขนิษฐา ปะกินำหัง นักวิจัย จาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้นำเสนอ แนวทางรับมือและแก้ไขปัญหา ทัวร์ไร้คุณภาพ ศัตรูของการพัฒนา การท่องเที่ยวไทยแลนด์ 4.0 ไว้อย่างน่าสนใจ


ทัวร์ราคาถูก วัฏจักรการท่องเที่ยวอุบาทว์ ทำลายอนาคต การท่องเที่ยวไทยแลนด์ 4.0

“การทำธุรกิจบริการท่องเที่ยวที่เน้นเสนอขายทัวร์ราคาถูก แม้จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศเราได้มาก ทว่า ในอีกด้าน ก็นำมาซึ่งปัญหาการให้บริการที่ไม่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ก่อให้เกิดปัญหาทั้งระยะสั้น อย่างอุบัติเหตุ ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือ สร้างความหวาดกลัว ให้นักท่องเที่ยวไม่กล้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”

นักวิจัยผู้เขียนบทความนี้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่กลายมาเป็นปัญหาบั่นทอนการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเรือนักท่องเที่ยวล่ม ที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เพียงก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก แต่ในระดับประเทศ อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำลายภาพลักษณ์ ชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ไปไม่น้อยทีเดียว

กอปรกับ โครงสร้างของนักท่องเที่ยวและรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเดิม ผู้เขียนบทความได้บรรยายว่า ในอดีตนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยมักเป็นชาวยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น แต่ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก นักท่องเที่ยวชาวจีน นั่นเอง

หากจะสืบสาวไปถึงต้นทาง ว่าทำไม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ชาวจีนถึงหลั่งไหลมาเที่ยวประเทศไทย และในอีกหลายประเทศทั่วโลกกันมากมายขนาดนี้ บทความนี้ก็ได้ให้ความรู้ในประเด็นนี้ไว้ว่า

“ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้คนจีนเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศได้เป็นครั้งแรก ส่งผลให้มีการเปิดบริษัททัวร์จำนวนมากรองรับนักท่องเที่ยวจีนโดยตรง โดยในบริบทของการมาท่องเที่ยวประเทศไทย มีการใช้ชื่อคนไทยจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ หรือนอมินี Nominee เป็นเหตุให้เกิดการนำเที่ยวแบบ ทัวร์ศูนย์เหรียญ ขึ้น”

ทัวร์ศูนย์เหรียญที่กล่าวถึงนี้ คือ บริษัททัวร์จีนจะขายทัวร์ให้กับนักท่องเที่ยวจีนในราคาต่ำ แล้วส่งลูกทัวร์ให้กับบริษัททัวร์ในไทย โดยลูกทัวร์ไม่ต้องจ่ายค่านำเที่ยว หากแต่ลูกทัวร์จะถูกบังคับพาไปซื้อของเฉพาะจากร้านค้าที่กำหนดในราคาสูง บังคับซื้อแพ็คเกจเสริมหรือดูโชว์ต่างๆ เพื่อบริษัททัวร์ไทยจะมีรายได้และกำไร ถ้านักท่องเที่ยวไม่ยอมซื้อสินค้าจากร้านที่กำหนด มักถูกบังคับข่มขู่ โดยการไม่ให้กุญแจห้องพัก ยึดพาสปอร์ต กระทั่งถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกปล่อยลอยแพตามที่เคยเป็นข่าวว่านักท่องเที่ยว ชาวจีน 33 คนถูกไกด์เถื่อนชาวจีนปล่อยทิ้ง หลังจากนักท่องเที่ยวไม่ซื้อของ

ต้องยอมรับว่านี่คือความเลวร้าย ที่เกิดขึ้นในแวดวงการท่องเที่ยวไทย ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์อันดีงามของการท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ผ่านมา


ส่องมาตรการดูแลนักท่องเที่ยว เผยแนวทางยกระดับทัวร์คุณภาพ ฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

เมื่ออธิบายให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่มาบั่นทอนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยแล้ว ผู้เขียนบทความได้ชวนให้ย้อนไปดูถึงมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวของไทย ซึ่งอันที่จริงแล้ว ประเทศไทยได้วางมาตรการกำกับดูแลธุรกิจนำเที่ยวอย่างรัดกุม

โดยมอบหมายให้กรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน่วยงานคัดกรองคุณสมบัติ จดทะเบียนบริษัททัวร์ และจัดเก็บเงินค้ำประกันบริษัททัวร์ ในวงเงินประมาณ 10,000-200,000 บาท ตามประเภทธุรกิจนำเที่ยวเพื่อเข้ากองทุน คุ้มครองธุรกิจนำเที่ยว และปัจจุบันกองทุนนี้มีวงเงินประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อไว้ใช้เยียวยาความเสียหายแก่ลูกทัวร์กรณี เกิดการฉ้อโกงหรือไม่รับบริการตามที่ตกลงไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อปี 2558 มีวงเงินเริ่มต้น 200 ล้านบาท หลังเกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

แต่ในความเป็นจริง หากเทียบกับความสูญเสียจากทัวร์ไร้คุณภาพกับการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการเยียวยาอาจยังไม่เพียงพอ ทางออกที่ดี คือ ควรยกระดับคุณภาพทัวร์ให้มีมาตรฐานคุณภาพเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยผู้เขียนมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  • ประกาศสงครามกับบริษัทนำเที่ยวเถื่อนอย่างจริงจัง

ผู้เขียนฟันธงว่า สาเหตุที่เกิดทัวร์ไร้คุณภาพขึ้นมาได้นั้น มาจากการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม เห็นได้จากที่ผ่านมามีนอมินีมาจดทะเบียนบริษัทนำเที่ยวจำนวนไม่น้อย

และจากการตรวจสอบโดยผู้เขียน พบว่า บริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่หลายรายมีรายได้หลัก 500 กว่าล้านบาทต่อปี แต่ไม่พบข้อมูลบริษัทปรากฏในอินเทอร์เน็ตเลย พอเกิดปัญหานักท่องเที่ยวถูกฉ้อโกง ก็มักจะติดตามลงโทษได้เฉพาะนอมินีเท่านั้น ฉะนั้น รัฐควรมีระบบกำกับดูแลการจดทะเบียนบริษัททัวร์ที่เข้มงวด วางระบบคัดกรองตรวจสอบตรวจเช็คประวัติบริษัทนำเที่ยวว่ามีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ รวมถึงมีการตรวจสอบจับกุมและลงโทษบริษัทที่ใช้นอมินีขั้นเด็ดขาด

  • บริษัทนำเที่ยวต้องเป็นสมาชิกสมาคมที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย

ควรมีข้อกำหนดให้ บริษัทนำเที่ยวต้องเป็นสมาชิกของสมาคม การท่องเที่ยวที่ได้การรับรองตามกฎหมาย ซึ่งสมาคมนี้จะเป็นผู้รับรองการมีตัวตน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่สมาชิก แต่ทั้งนี้ ต้องกำกับดูแลไม่ให้สมาคมฯใช้อำนาจในการผูกขาดการรับรองสมาชิกในการแสวงหากำไรอันไม่ควรควบคู่ไปด้วย

  • กำหนดเงื่อนไขทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัททัวร์

เพื่อให้มีบริษัททัวร์ ที่มีคุณภาพ รัฐควรกำหนดให้มีเงื่อนไขทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัททัวร์ ซึ่งมาตรการนี้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัททัวร์ระดับ Class 1 (ทัวร์ outbound) ไว้ที่ 30 ล้านเยน ส่วนในประเทศสิงคโปร์ ก็ได้วางข้อกำหนดให้บริษัททัวร์ต้องแจ้งบัญชีธนาคารย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทนั้นๆ มีความมั่นคง ทางการเงินมากน้อยแค่ไหน

  • ตัวเลขเงินค้ำประกันความเสียหายต้องมากพอ

ในประเด็นเรื่อง เงินค้ำประกันความเสียหาย ก็มีความสำคัญ เพราะหากเงินส่วนนี้น้อยเกินไป ย่อมไม่เพียงพอต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะบ่อยครั้งความเสียหายมีมูลค่าสูง เช่นล่าสุด กรณีเรือฟินิกซ์ พีซีไดฟ์วิ่ง ล่มที่ภูเก็ต คณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 52 ราย ซึ่งเป็นเงินมากถึง 29 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงควรพิจารณาปรับเพิ่มเงินค้ำประกันเยียวยาความเสียหายให้กับลูกทัวร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับขึ้น ดังที่ญี่ปุ่นกำหนดให้วางเงินประกันที่เป็น Operation bond และ Compensation bond สำหรับบริษัททัวร์ outbound ไว้ถึง 84 ล้านเยน หรือประมาณ 24,452,400 บาท

  • บริษัททัวร์ทุกรายต้องจัดให้มีผู้จัดการทัวร์

ผู้จัดการทัวร์ในทีนี้ต้องได้รับใบรับรองด้านการท่องเที่ยว ทำหน้าที่วางแผนและบริหารจัดการการนำเที่ยวของบริษัทดังต้นแบบที่ประเทศประเทศญี่ปุ่นกำหนดไว้ เพื่อการันตีบริการที่มีคุณภาพ และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น จะมีผู้รับผิดชอบจริง


ดังนั้น เมื่อการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่มุ่งหวังให้เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวจะกระจายรายได้ไปสู่รากหญ้า รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับธุรกิจท่องเที่ยวโดยมีนโยบายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเพื่อให้มีบริษัททัวร์ที่ดีเป็นมืออาชีพ เพื่อนำไปสู่การให้บริการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพมากกว่าราคา นักวิจัยจาก TDRI ท่านนี้ สรุปในที่สุด


เรียบเรียงจาก : บทความเรื่อง “ส่งเสริมทัวร์คุณภาพ ฟื้นฟูภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย” โดย ขนิษฐา ปะกินำหัง

https://tdri.or.th/2018/09/thai-tourism-management/

อ่านข้อเท็จจริง การพัฒนาการท่องเที่ยว ในประเด็นที่น่าสนใจต่อ 

เปิดภารกิจขับเคลื่อน พัทยา ที่ท่องเที่ยว ของทุกคน Tourism for All ในพื้นที่ EEC