เพราะฟันเฟืองหลักของประเทศที่มีบทบาทดูแลภาคการผลิตกำลังคนวิชาชีพ เพื่อป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมขณะนี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ด้วยเหตุนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแห่งนี้จึงได้รับโจทย์ท้าทายจาก โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้ผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพด้านต่างๆ ที่ตรงตามความต้องการกำลังคนในสาขาวิชาที่เป็น First S-Curve และ New S-Curve ป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัด นั่นคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ในระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี รวมไม่น้อยกว่า 55,295 คน


ภารกิจที่ต้องพิชิตของ สอศ. นี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่า ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดินไปสู่เส้นชัยให้ได้ วันนี้ ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หนึ่งในคณะผู้บริหารระดับสูงของ สอศ. ที่คลุกวงใน และรับผิดชอบวางแผนการดำเนินงาน กำหนดยุทธศาสตร์ของ สอศ. เพื่อขับเคลื่อนภารกิจนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จะมานั่งพูดคุยแบบเจาะลึกถึงวิกฤต และโอกาสที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติการดำเนินงานที่ผ่านมา การปฏิบัติงานในปัจจุบัน และแผนงานในอนาคต ให้ได้รู้กัน EEC 3 จังหวัด eec จังหวัด


 

ก้าวแรกกับการตั้งศูนย์ประสานงานผลิตกำลังคนอาชีวะ eec จังหวัด 3 จังหวัด EEC

เนื่องจากวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน คือ ความคาดหวังให้สถานศึกษาผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ คุณลักษณะ ที่สถานประกอบการพึงประสงค์ เพื่อสนับสนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ดังนั้น สิ่งที่ สอศ. เดินหน้าลุยเป็นเรื่องแรก คือ การสร้างศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ ดร.ประชาคม อธิบายถึงพันธกิจของศูนย์นี้เพิ่มเติมว่า

“ศูนย์ประสานงานฯหลักใหญ่ของ 3 จังหวัดอยู่ที่วิทยาลัยสารพัดช่างชลบุรี ซึ่งขณะนี้เปลี่ยนชื่อแล้วเป็นวิทยาลัยเทคนิคพัทยา และกำหนดให้มีศูนย์ย่อยอีก 3 ศูนย์ที่รับผิดชอบเป็นศูนย์ประสานงานในเขตจังหวัดชลบุรี ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชลบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก หรือ ETEC อันนี้เป็นของเอกชน และวิทยาลัยเทคโนโลยีแหลมฉะบัง ส่วนที่ระยอง ก็จะมีศูนย์หลักอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคระยอง และมีศูนย์ย่อยอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคโนโลยี IRPC ส่วนที่ฉะเชิงเทรา ก็มีศูนย์หลักอยู่ที่ วิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง วิทยาลัยการอาชีพพนมสารคาม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าเราให้ความสำคัญกับสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน”

นอกจากนั้น จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของการจัดตั้งศูนย์ประสานงานฯ คือ การเป็นสำนักงานกลางเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างสถานศึกษานั้นๆ ซึ่งเป็นภาคผลิตกำลังคนกับสถานประกอบการเพื่อมาพัฒนากำลังคนร่วมกัน ในแต่ละศูนย์จะมีฝ่ายข้อมูลกลาง ที่จะประสานกับสถานประกอบการว่าในแต่ละปีต้องการบุคลากรสาขาใดบ้างและจำนวนเท่าไร คุณสมบัติอย่างไร เราจะได้พัฒนากำลังคนทั้งในหลักสูตรระยะสั้น ปวช. ปวส. ป.ตรี ให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น

ทว่า เมื่อได้ลงมือดำเนินการจริง การได้มาซึ่งข้อมูลจากสถานประกอบการกลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดไว้



“ต้องบอกตามตรงว่าข้อมูลจากสถานประกอบการเกี่ยวกับจำนวนและคุณสมบัติของกำลังคนที่ต้องการ ไม่ได้มาง่ายๆอย่างที่คิด เพราะสถานประกอบการหลายแห่งถือว่าข้อมูลนี้เป็นความลับที่ไม่อยากให้คู่แข่งทางธุรกิจทราบ ซึ่งเมื่อทางอาชีวะพยายามมาวิเคราะห์เอง ก็ยากที่จะได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับความต้องการจริงเป๊ะๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราต้องใช้ความพยายามมากจริงๆ”



เมื่อเจอกับอุปสรรคที่ไม่คาดคิดนี้ ทำให้ สอศ. พยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาตามคุณวุฒิหลัก คือ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีให้สอดคล้องกับสมรรถนะวิชาชีพ ซึ่งอย่างน้อย ถ้าทำสำเร็จ จะช่วยลบค่านิยมการให้ค่าตอบแทนคนทำงานตามคุณวุฒิ ให้เปลี่ยนมาเป็นการให้ค่าตอบแทนตามคุณวุฒิวิชาชีพหรือความสามารถจริงของคนทำงานคนนั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นานาประเทศใช้กันเสียที

“ที่ผ่านมาสถานศึกษาส่วนใหญ่ ยึดหลักการผลิตบัณฑิตเพื่อให้ได้คุณวุฒิทางการศึกษา ขณะที่ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ยังจ่ายค่าตอบแทนตามคุณวุฒิการศึกษา คุณจบ ปวช. ก็ได้เงินเดือนระดับ ปวช. ไม่ได้ดูหรอกว่าคนจบ ปวช. นั้นเก่งหรือไม่ ซึ่งนี่ไม่เป็นธรรมกับคนทำงานเลย คนที่ทำงานเก่งก็ต้องได้ค่าตอบแทนมากกว่าคนทำงานไม่เก่ง เพราะคนเราสมรรถนะ ความสามารถในการทำงานก็ไม่จำเป็นต้องผูกโยงกับคุณวุฒิการศึกษาเสมอไป นี่เป็นความท้าทายหนึ่งที่ทาง สอศ. ต้องการเปลี่ยนมาตรฐานเดิมที่เป็นการให้ค่าตอบแทนตามคุณวุฒิการศึกษา ให้มาเป็นการให้ค่าตอบแทนตามคุณวุฒิวิชาชีพหรือความสามารถที่คนทำงานมีจริงๆ อย่างน้อยก็ในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ซึ่งก็เป็นที่น่าดีใจที่ทุกวันนี้หลายสถานประกอบการประเมินค่าตอบแทนคนทำงานตามคุณวุฒิวิชาชีพแล้ว”

จับมือสถานประกอบการ จัดการศึกษาร่วมกัน

และอย่างที่กล่าวไว้ว่า หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ คือเดินหน้าผลิตกำลังคนอาชีวะ ตามความต้องการของสถานประกอบการ ดังนั้น การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ สอศ. เลือกทำ จึงเป็นความพยายามที่จะเชิญสถานประกอบการที่ยินดีมาเป็นเครือข่ายกับทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ให้มาร่วมโครงการจัดการศึกษาแบบทวิภาคีให้มากที่สุด โดย ดร.ประชาคมอธิบายเพิ่มเติมว่า

“การจัดการศึกษาแบบทวิภาคี เป็นการพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ เพื่อผลิตกำลังคนได้ตอบโจทย์สถานประกอบการ สมรรถนะใดที่สถานประกอบการทำได้ดี ก็รับไปสอนเลย แล้ววัดประเมินผลร่วมกัน หรือต่างคนต่างวัดก็ยังได้ ยิ่งในสถานประกอบการที่มีความพร้อม เราจะส่งนักศึกษาเราเข้าไปเรียนรู้ในระยะยาว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกทำงานในที่ทำงานจริง นี่เป็นการลดต้นทุนอย่างหนึ่ง และเด็กเองก็จะความมั่นใจว่า เมื่อเรียนจบไปแล้วก็สามารถทำงานได้เลย เป็นการลดต้นทุนให้กับภาคผู้ใช้อย่างแท้จริง”

3 จังหวัด EEC พิสูจน์แล้วเรียนอาชีวะดี มีงานทำแน่นอน

แต่ไหนแต่ไร ทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนต่างมีค่านิยมฝังหัวว่า เรียนต่ออาชีวศึกษาหรือสายวิชาชีพ มีศักดิ์ศรีด้อยกว่าเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรือสายสามัญ ส่งผลให้มีผู้ตัดสินใจมาเรียนต่อในสายอาชีพกันน้อย แต่ปรากฎการณ์แบบนี้ ดร.ประชาคม ยืนยันว่า ไม่มีเกิดขึ้นในเขต 3 จังหวัด EEC นั่นเป็นเพราะทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนได้เห็นประจักษ์แล้วว่า การเรียนอาชีวศึกษานั้นมีข้อดีที่เหนือกว่าการเรียนในสายสามัญอย่างไร


เพราะเด็กที่จบอาชีวศึกษามา ส่วนใหญ่ก็มีงานทำ มันมีภาคอุตสาหกรรมรองรับ นี่คือโอกาสดีๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดนี้ ซึ่งผู้ปกครองหรือตัวเด็กเองก็เห็น เป็นเหตุให้ทุกคนตัดสินใจเข้ามาสมัครเรียนสายอาชีพกันแบบไม่มีข้อกังขา ส่วนปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักจะติดภาพว่าเด็กอาชีวศึกษามักจะก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ต้องยืนยันว่าในสามจังหวัดนี้ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เลย ส่วนหนึ่งเพราะเด็กที่มาเรียนมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องมุ่งเรียนให้จบเพื่อออกไปทำงาน ทั้งเด็กที่มีพื้นเพเดิมอยู่ใน 3 จังหวัดนี้ กับเด็กที่ย้ายมากับครอบครัวเพื่อมาทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัด ทำให้พื้นที่สามจังหวัดนี้ไม่มีปัญหาในแบบที่คนทั่วไปกังวลเหมือนกับพื้นที่อื่น นับเป็นความแปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นที่นี่”


ก้าวต่อไป กับการพัฒนากำลังคนคุณภาพป้อน EEC

เมื่อถามว่า ใกล้จะผ่านพ้นปีแรกของยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษแล้ว 3 ปีที่เหลือจนถึงปี 2564 สอศ.จะดำเนินงานอะไรต่อไป ดร.ประชาคม ให้ข้อมูลว่า

“ที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นฐานสมรรถนะหรือที่เรียกว่า Education to Employment : Vacational Boot Camp หรือที่เรียกสั้นๆว่า หลักสูตร E to E โดยเปิดสอนให้กับนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ระดับ ปวช. และ ปวส. รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการนำความรู้ไปประกอบอาชีพในสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน  ซึ่งที่ผ่านมาปรากฎว่าได้ผลตอบรับที่ดีมากในหลักสูตรทั้ง 2 กลุ่มวิชาชีพ ได้แก่ หลักสูตร First S-Curve อาทิ หลักสูตรงานบำรุงรักษาจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) และหลักสูตร New S-Curve อาทิ หลักสูตรหุ่นยนต์สำหรับกระบวนการผลิต โดยผู้เข้าเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด”

ส่วนเรื่องต่อไปที่ต้องทำ คือ การพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาและการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาครู ทั้งครูอาชีวะเดิมและการพัฒนาครูฝึกซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญซึ่งทำงานในสถานประกอบการที่เราจะขอความร่วมมือให้เขามาเป็นครูฝึกสอนนักเรียนอาชีวศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนอาชีวศึกษาร่วมกัน และเรื่องสำคัญอีกอย่าง คือ การพัฒนาวิทยาลัยอาชีวศึกษาบางแห่งที่มีศักยภาพให้เป็นสถานศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด ก็พัฒนาให้มีความเชี่ยวชาญด้านปิโตรเคมี เป็นต้น


มาถึงตอนนี้ เชื่อเหลือเกินว่า หากทุกเรื่องที่รับรู้นี้ สามารถเดินหน้าปฏิบัติอย่างจริงจัง นั่นย่อมจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และเส้นชัยของการปฏิรูปอาชีวศึกษาให้มาเป็นภาคส่วนหลักของการผลิตกำลังคนวิชาชีพ ตอบสนองการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คงอยู่อีกไม่ไกล


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

ปฏิรูปการศึกษา : ปฏิรูปเพื่อเตรียมตัวสู่อนาคตที่ไล่ล่า หรือเพียงแค่แก้ไขอดีตที่ผิดพลาด?