จากกรณีที่มีการรายงานข่าวว่า บริษัทใหญ่รายหนึ่งสนใจสร้างเมืองใหม่ในจังหวัดฉะเชิงเทราและได้เซ็นสัญญาเช่าที่ราชพัสดุจำนวน 4,000 ไร่ ในพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันมีกองทัพเรือขอใช้ประโยชน์อยู่ จนเป็นเหตุให้ชาวนาตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ในนามกลุ่มโยธะการักษ์ถิ่น ประมาณ 100 กว่าราย อ่านคำประกาศยืนยันว่า พวกเขามีสิทธิอันชอบธรรมในฐานะผู้บุกเบิก แผ้วถาง หว่านไถ พลิกฟื้นผืนดินจากป่าปรืออันรกทึบให้กลายเป็นผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ และประกาศปกป้องแผ่นดินบรรพบุรุษ ไม่อพยพ และไม่ย้ายออกไปไหน ทั้งนี้ยังประกาศให้โยธะกาเป็นเขตปลอดอีอีซีอีกด้วย


อีอีซียืนยัน… ที่ดินใน ‘บางน้ำเปรี้ยว’ ไม่ได้อยู่ในความครอบครอง

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามแหล่งข่าวระดับสูงในอีอีซี กล่าวว่า ที่ดินราชพัสดุอยู่นอกเหนืออำนาจของอีอีซีในการที่จะจัดสรรให้เอกชนรายใดเช่าเพื่อทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากอีอีซีต้องการที่ราชพัสดุดังกล่าวก็ต้องทำเรื่องขอใช้ และนำมาสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สนามบิน หรือ ท่าเรือพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันอีอีซีก็มีพื้นที่ดังกล่าวรองรับอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันการที่เอกชนรายใดจะสร้างเมืองใหม่ หรือ สมาร์ทซิตี้ ต้องทำเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อพิจารณาว่าอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์สร้างได้หรือไม่ ซึ่งบริษัทที่เป็นข่าวยังไม่ได้ยื่นเรื่องเสนอเข้ามาเลย

เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ ..ทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ออกมาเปิดเผยว่า จากที่กรมธนารักษ์ได้มอบพื้นที่ราชพัสดุในพื้นที่อีอีซีประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อให้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างเมืองใหม่นั้น ทางอีอีซีได้ทำหนังสือกลับไปยังกรมธนารักษ์แล้วว่า ไม่มีความประสงค์ใช้ที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งการจัดตั้งเมืองใหม่อัจฉริยะที่อีอีซีจะดำเนินการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและจัดหาพื้นที่เพื่อมาดำเนินโครงการศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจราว 500 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก พื้นที่ราว 6,500 ไร่ บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา


กรมธนารักษ์ทำหนังสือชี้แจง ให้เอกชนเช่าพื้นที่ ไม่เป็นความจริง

ล่าสุดกรมธนารักษ์ได้ทำหนังสือชี้แจงว่าข่าวการให้เอกชนรายใหญ่เช่าพื้นที่ 4,000 ไร่ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อทำเมืองใหม่นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งที่ราชพัสดุ 4,000 ไร่ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็น 1 ใน 7 แปลงที่กรมธนารักษ์ได้สำรวจและส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. เพื่อรองรับการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่ง สกอพ.ได้พิจารณาและแจ้งความประสงค์ขอใช้ที่ราชพัสดุที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว จำนวน 2 แปลงเท่านั้น ประกอบด้วย

  • ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ รย.333 อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เนื้อที่ประมาณ 6,500 ไร่ ซึ่งกำหนดเป็นเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก บริเวณสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา จังหวัดระยอง
  • ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชบ.347 อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ทั้งแปลงประมาณ 759 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ซึ่งกำหนดเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ เขต EECD และเขตส่งเสริมนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECI ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ส่วนที่ราชพัสดุ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ยังไม่ได้กำหนดเป็นเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ และยังอยู่ในความครอบครองของกองทัพเรือ

การพัฒนาที่ราชพัสดุอำเภอบางน้ำเปรี้ยวเพื่อจัดตั้งเมืองใหม่สามารถดำเนินการได้หรือไม่นั้น หาก สกพอ.พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องใช้ที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าว สกพอ.ต้องได้รับความยินยอมจากกองทัพเรือ ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์เดิม แล้วจึงเสนอคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กำหนดเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษก่อน กรมธนารักษ์จึงจะสามารถส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้ สกพอ.พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สำหรับที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช. 611-614 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 4,277 ไร่ 15 ตารางวา อยู่ในความครอบครองของกองทัพเรือ โดยใช้ประโยชน์เป็นที่ตั้งศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยธะกา มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ส่วนที่เหลือกองทัพเรือได้นำไปจัดให้ราษฎรเช่าเพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร โดยกรมธนารักษ์มอบอำนาจให้กองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินการจัดให้เช่า และเรียกเก็บค่าเช่าให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด


ผ่าโพรเจ็กต์ เมืองอัจฉริยะคืออะไร?

ตามแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่กำหนดเป้าหมาย Smart City แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) เมืองน่าอยู่ หรือสมาร์ทซิตี้เมืองเดิม 2) เมืองใหม่อัจฉริยะ โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาในปีที่ 1 จำนวน 7 เมือง ปีที่ 2 จำนวน 8 เมือง และตั้งแต่ปีที่ 3-5 จำนวน 25 เมือง  โดยเปิดโอกาสให้เมืองที่สนใจเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะได้ แต่ต้องเริ่มจากการประเมินความพร้อมของตนเองก่อน และเข้าขั้นตอนการประเมินเมืองตามเกณฑ์ 8 ข้อ จากนั้นจะได้เข้าสู่กระบวนการขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ และใช้กลไกความร่วมมือจากการลงทุนของภาคเอกชน ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการสนับสนุนของภาครัฐในการให้สิทธิประโยชน์สูงสุดเพื่อดันสมาร์ทซิตี้ไทยขึ้นชั้นมาตรฐานสากลต่อไป

เมืองอัจฉริยะ หรือ ‘Smart City’ ต้องเป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล หรือนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การบริหารจัดการเมือง การลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากร การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมือง

ทั้งนี้การพัฒนาเมืองต้องดำเนินการภายใต้แนวคิดเมืองน่าอยู่ ประกอบด้วย 6 สาขาอัจฉริยะ  ได้แก่ 

  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 
  • ระบบขนส่งและการสื่อสารอัจฉริยะ (Smart Mobility) 
  • พลังงานและสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Energy & Environment) 
  • ระบบบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) 
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living)