ตอนนี้ต้องยอมรับว่า การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของ ‘พี่น้องชายแดนภาคใต้’ นั้น ไม่จำเป็นต้องฝึกอาชีพอย่างที่เคยทำกัน แต่ควรที่จะคิดค้นแพลตฟอร์มเพาะพันธุ์การเจริญเติบโต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่น่าสนใจในปัจจุบันคือ จังหวัดสงขลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล ได้แบ่งแยกการทำงานในอาชีพประมง การค้า อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป การบริการโลจิสติกส์ อย่างชัดเจน


อะไรคือสิ่งที่ ‘พี่น้องชายแดนภาคใต้’ ต้องการ

มีสินค้าจำนวนมากหลากหลายชนิดที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นภาคใต้ เช่น ข้าวยำ น้ำบูดู ส้มแขก ลูกหยีสอดไส้อินทผาลัม ปลากะตักกรอบ หอยลายอบกรอบ ปลาทรายทุบ ผงน้ำซุปปลาอาหารเพื่อสุขภาพ ขนมโบว์ (ผูกรัก) ข้าวเกรียบแบบต่างๆ ซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นข้าวเกรียบอบไร้น้ำมัน หลากหลายรสชาติ จากการส่งเสริมของหน่วยงานราชการ 

แต่การส่งเสริมนั้นยังขาดแพลตฟอร์มที่ช่วยเพิ่ม ห่วงโซ่มูลค่า ที่ชัดเจน กล่าวคือ หากเป็นสินค้าอาหารแปรรูป หน่วยงานรัฐที่มีบทบาทคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สถาบันอาหาร โดยดำเนินการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์และทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่มาตรฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการผลักดันอาชีพและความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้น เนื่องจากการบรรจุสินค้าประเภทอาหารเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และการได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพจากผู้ซื้อ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างแพลตฟอร์มดังกล่าว

ทว่า ยังคงมีจุดอ่อนด้านการเพาะพันธุ์เพื่อขยายการเติบโตเกี่ยวกับช่องทางการกระจายสินค้า ที่ขยายตัวขึ้นจากการผลิตของวิสาหกิจชุมชน แต่ปริมาณพื้นที่และจำนวนครั้งของการออกร้านเองยังอยู่ในวงจำกัด คือ ออกร้านได้ตามงานแสดงสินค้าหรือสถานที่ที่สามารถจำหน่ายสินค้าของตนในต่างจังหวัดหรือในเมืองหลักเท่านั้น

หากวิสาหกิจมีพื้นที่ดังกล่าวก็จะสามารถพัฒนาตนเองในเรื่องของผลิตภัณฑ์ได้หลายทาง เช่น

  • ได้ข้อมูลของผู้บริโภค
  • สามารถศึกษาอุปสงค์ของสินค้าและการบริการ
  • วิเคราะห์การตลาดของคู่แข่งและคุณภาพสินค้าของคู่แข่งได้
  • เป็นช่องทางการสนับสนุนภาพลักษณ์
  • เปิดโอกาสการจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ที่มีศักยภาพทางการค้า

อย่างการออกร้านจำหน่ายสินค้าตามสถานที่อย่าง เมืองทองธานี สวนลุมพินี งานเทศกาลกินเจที่จัดโดยการท่องเที่ยว สามารถสร้างยอดการผลิตและยอดขายต่อวันอย่างน้อยวันละ 20,000 บาท เพิ่มรายได้โดยตรงแก่กลุ่มวิสาหกิจและนำมาสู่การจ้างงานของคนในพื้นที่ 


วิธีเพิ่มเงินหมุนเวียนให้วิสาหกิจชุมชน

หากการจัดงานแสดงสินค้ามีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเดินทางและการดำเนินการร่วมกัน หน่วยงานอื่นๆ ก็จะได้รับผลการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่และเพิ่มตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ ด้วยความช่วยเหลือผ่านงานแสดงสินค้าระหว่างสถานประกอบการ จะยิ่งช่วยสร้างการไหลเวียนทางการเงิน เพิ่มรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนชายแดนภาคใต้อย่างเห็นผลได้ชัด


นโยบายภาครัฐควรที่จะต้องเปลี่ยนไปตามภูมิเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เน้นแบบเดิม คือต้องศึกษาการไหลเวียนสินค้าระหว่างภูมิภาคว่า สินค้าชายแดนใต้สามารถมีส่วนแบ่งในการค้าปลีกค้าส่งในจังหวัดหรือเมืองอะไร? แล้วส่งเสริมการลงทุนด้านนโยบายการเปิดพื้นที่แสดงสินค้าหรือมีร้านประจำ จะทำให้ปริมาณการค้ามีการไหลเวียนที่รวดเร็วและสามารถแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์การขนส่งที่ประหยัดขึ้นได้ ไม่ต้องมารองบประมาณการพัฒนาจากจังหวัด เนื่องจากเห็นผลช้า 


การวัดผลทางการค้าแบบเดิมนั้น เป็นแค่แผ่นกระดาษที่นำเสนอหน่วยเหนือ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการพัฒนาความเป็นอยู่ ส่วนใหญ่ก็จะให้การสนับสนุนเครื่องมือการผลิตหรือโรงเรือน ซึ่งก็ติดปัญหาเดิมคือ ต้องไปหาพื้นที่จำหน่ายต่อไป

แต่ที่สามารถวัดได้จริงคือ ปริมาณยอดขาย การเปิดพื้นที่ได้กี่ตารางเมตร จำนวนครั้ง ระยะเวลา การจับคู่ธุรกิจใหม่ และการเปิดร้านประจำของตนเอง ตัววัดแบบนี้จะตอบคำถามในคุณภาพชีวิตได้ชัดเจนกว่า ไม่มั่วและไม่มีเงินทอนต่างๆ เพราะหากเดินถูกทางจะสามารถเห็นตัวเลขการลงทุน การจ้างงาน ปริมาณการส่งมอบสินค้าต่อเที่ยว และการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

การลงทุนด้านการแสดงสินค้าของภาครัฐหรือการเปิดพื้นที่ที่สามารถให้วิสาหกิจเข้าร่วมได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เป็นนโยบายที่ให้สถานประกอบการภาคใต้ได้แสดงศักยภาพของตนเอง ซึ่งสามารถลงทุนได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างในมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทำให้ผู้ชมเห็นสินค้ามากที่สุด ผู้ผลิตก็จะสามารถรับรู้ข้อมูลที่ต้องปรับปรุงต่อไป ทั้งด้านเทคนิค คุณภาพสินค้า ตามมาด้วยเรื่องการค้าพาณิชย์

งานแสดงสินค้าหรือการเปิดพื้นที่การค้าในเมืองหลักๆ มีผลมากกว่าการลงทุนหรืออัดเม็ดเงินไปส่งเสริมชุมชนแบบเดิม แค่วิสาหกิจออกร้านหรือบูธของตนเองฟรี แค่นั้น (รายจ่ายด้านที่พัก การเดินทาง และอื่นๆ เป็นของวิสาหกิจ) ส่วนหน่วยงานภาครัฐเช่าพื้นที่หรือตกลงร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ดูแลด้านรายจ่าย ก็จะสามารถประเมินขนาดรายจ่ายที่รั่วไหลได้ง่ายเพราะเป็นรายจ่ายตายตัว

แพลตฟอร์มแบบใหม่ถือว่าเป็นตัวบ่งชี้ความสามารถการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและการพัฒนาความเป็นไปได้ในการประดิษฐ์คิดค้นตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการเติบโตของขนาดกำลังการผลิต ซึ่งยังต้องมีการพัฒนาต่อไปในเรื่องของมาตรการเกี่ยวกับการแสดงตัวผลิตภัณฑ์และการประสานงานในการทำให้เกิดโครงการในหลักการประหยัด ไม่ซ้ำซ้อนกันและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการพยากรณ์ความเปลี่ยนแปลงด้านราคาและสินค้าในตลาด 

รายละเอียดดังกล่าวนี้จำเป็นที่จะต้องศึกษาต่อ เพื่อทำให้สินค้าและงานแสดงสินค้าได้มาตรฐาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของพี่น้องชายแดนใต้ต่อไป


เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

 


ศึกษาวิธีสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนของหน่วยงานอื่นๆ

TCEB จับมือ กรมส่งเสริมสหกรณ์นำ ผลิตภัณฑ์ชุมชน คุณภาพดีขึ้นห้าง

สมอ. ใช้ IT เต็มรูปแบบยกระดับ SMEs สู่สากล (ในสาลิกาคาบข่าว)

สาลิกาคาบข่าว Vol.111/60