บางประเทศในโลก… ความมั่นคงปลอดภัยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ บางประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยขึ้นอยู่กับความสามารถในการป้องกันอธิปไตย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละมุมก็ต่างก็มีความสำคัญและทับซ้อนกันอยู่ เช่นที่เกิดขึ้นใน ‘อิสราเอล’
ดู ‘อิสราเอล’ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลังจากเครื่องบินของกองทัพอากาศรัสเซีย อิล-20 ถูกสอยเมื่อกลับไปยังฐานทัพเมืองคเมนิม เนื่องจากเครื่องบิน F-16 ของอิสราเอล 4 ลำ โจมตีเป้าหมายซีเรียในฐานทัพอากาศลาตาเกีย โดยเครื่องบินอิสราเอลแฝงตัวไปพร้อมกับเครื่องบินรัสเซีย ทำให้กองทัพอากาศซีเรียยิงสกัดกั้นไปถูกเครื่องบินรัสเซีย ทางอิสราเอลเตือนให้เครื่องบินรัสเซียหลบเป้าภายในระยะเวลากระชั้นชิด (1 นาที) ส่งผลให้นักบินรัสเซียเสียชีวิต 15 ราย โดยอิสราเอลไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนแก่รัสเซียตามข้อตกลงกัน และไม่ยอมกล่าวขอโทษกองทัพรัสเซีย ทางรัสเซียจึงเห็นว่าเป็นความผิดของอิสราเอล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ‘เซอร์เก โชยกู’ ให้สัมภาษณ์ว่า รัสเซียจะจัดส่งมอบระบบการป้องกันอากาศยานสมัยใหม่ S-300 ให้แก่ซีเรียภายในสองสัปดาห์ ก่อนหน้านี้ซีเรียเคยสั่งซื้อเมื่อ 5 ปีก่อน มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่อิสราเอลขอร้องให้ยกเลิกสัญญาการส่งมอบ S-300 ซึ่งมีความสามารถในการสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศได้มากกว่า 250 กิโลเมตร และยิงเป้าทางอากาศได้หลายเป้าหมาย แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
นอกจากนี้ รัสเซียจะจัดหาระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทันสมัยสำหรับการออกคำสั่งป้องกันทางอากาศ ซึ่งช่วยให้ความมั่นใจได้ว่าจะจัดการกองกำลังป้องกันทางอากาศของซีเรียอย่างเป็นระบบได้ รวมถึงการตรวจสอบสถานการณ์ทางอากาศ การกำหนดเป้าหมาย เพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องบินของรัสเซียทุกลำจะมีกองกำลังของซีเรียคอยป้องกันทางอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญการทหาร ‘อเลคเซ ลีโอนคอฟ’ ให้ความเห็นว่า S-300 เป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีเมื่อใช้ควบคู่ไปกับระบบควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานในช่องข้อมูลเดียวกับระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซีย โดยทหารของรัสเซียจะเห็นทุกอย่างที่ทหารซีเรียเห็น และในทางกลับกัน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างสองกองทัพ กองทัพอากาศซีเรียและรัสเซียจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
โชยกูยังกล่าวอีกว่า รัสเซียจะทำลายระบบนำทางด้วยดาวเทียมและระบบสื่อสารการบินเพื่อป้องกันการต่อสู้โจมตีเป้าหมายในซีเรีย เนื่องจากซีเรียมีพื้นที่บางส่วนอยู่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาจถูกโจมตีได้ง่าย ส่วนมอสโคว์ถูกบังคับให้ใช้มาตรการตอบโต้พอประมาณจากการกระทำของอิสราเอล
โจมตีกันบนน่านฟ้า เจ็บไปเจ็บมาแต่ก็ไม่หยุด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร ‘ยูริ เลียมิน’ ให้ความเห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นกองทัพอากาศอิสราเอลในน่านฟ้าใกล้พรมแดนของซีเรียก็ถึงกาลอวสานแล้ว เพราะหากนักบินบินเข้าไปในโซนดังกล่าวจะถูกสอยร่วงอย่างแน่นอน และที่ผ่านมา ซีเรียใช้แค่ S-200 นักบินอิสราเอลก็สามารถหลบหลีกหรือใช้วิทยุอิเล็กทรอนิกส์ฝ่าน่านฟ้านั้นไปได้ ซึ่งในด้านเทคโนโลยี อิสราเอลถือเป็นหนึ่งในผู้นำของโลก และตามวิธีการของอิสราเอลแล้ว หากสงสัยเรื่องความไม่ปลอดภัยของตนเองก็สามารถเข้าไปโจมตีที่ไหนก็ได้เพราะมีอุปกรณ์พร้อม และยังสามารถโจมตีต่อเนื่องได้จนกว่าจะพอใจ
ดูอย่างสถิติของปี 2018 อิสราเอลโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดมากกว่า 2 ร้อยลูกในพื้นที่เป้าหมายทางทหารของซีเรีย ในจังหวัดทารทูส มาเสียฟ และคูเนทร์ ขณะที่ซีเรียยิงเครื่องบินอิสราเอลได้เพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2018 โดยยิงจากภาคพื้นดิน ส่วนนักบินอิสราเอลสองคนใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดที่ฐานทัพอากาศใกล้เมืองปามีร์ ดังนั้น หากเปรียบเทียบการโจมตีที่ผ่านมา ระบบการต่อต้านขีปนาวุธของซีเรียยังมีความสามารถที่ด้อยอยู่มาก
แต่หากติดตั้ง S-300 จะช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันทางอากาศของซีเรีย กองทัพอากาศอิสราเอลจะไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ซีเรียได้อีก เพราะเครื่องบินจะถูกสอยก่อนที่จะเข้าใกล้ระยะโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดยข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ S-300 เมื่อเทียบกับ S-200 คือ มีความคล่องตัวสูง เวลาใช้งานระบบมาร์ชใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น โดยสามารถค้นหา ติดตามเป้าหมาย ช่วยในการลาดตระเวนเรดาร์รุ่นใหม่ ตลอดจนสถานีควบคุมไฟเรดาห์
ส่วน S-300 PMU2 มีความสามารถในการตรวจจับเป้าหมายได้ถึง 300 ครั้ง และสามารถยิงเป้าหมายทันที 36 ครั้ง โดยกำหนดเป้าหมายเป็นขีปนาวุธ 72 ลูก ข้อดีคือ เป็นขีปนาวุธในตระกูล 48H6E ซึ่งแตกต่างจากขีปนาวุธ S-200 ที่เป็นเชื้อเพลิงแข็งและไม่ต้องบำรุงรักษาตลอดการใช้งาน
ความน่าจะเป็นคือ นักบินอิสราเอลจะต้องระมัดระวังมากขึ้น แน่นอนว่าอิสราเอลมีวิธีโจมตีทางอากาศในระยะยาว แต่เทคโนโลยีมีราคาแพงมากและไม่เหมาะสำหรับการใช้งานบ่อยๆ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ GBU-39
ส่วนมอสโคว์สามารถปิดน่านฟ้าซีเรียในนามของตนเองได้ และสามารถที่จะกดดันเรื่องของการใช้สิทธิในน่านฟ้าซีเรียโดยสหรัฐและยุโรป ว่ามีสิทธิอะไร? ทั้งที่รัฐบาลซีเรียไม่ได้เชื้อเชิญอย่างเป็นทางการและไม่มีสถานะที่เอื้อให้ได้ในทางกฎหมาย
การตัดสินใจของ ‘รัสเซีย’ เป็นวิธีปกป้องน่านฟ้าจากผู้รุกราน มีสิทธิเต็มรูปแบบและสมบูรณ์ รวมทั้งได้รับการยืนยันโดยกฎหมายของสหประชาชาติว่า เป็นวิธีการเดียวที่ใช้ขับไล่กองกำลังติดอาวุธซึ่งไม่ได้รับเชิญออกจากซีเรีย เพื่อให้ซีเรียกลับคืนสู่สันติภาพ
เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย











