ไม่มีการผลิตทางอุตสาหกรรมไหน ที่สามารถทำได้โดยไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ; Georg Gafron ผู้แทนมูลนิธิ Konrad Adenauer Stiftung (KAF) ประจำประเทศไทย


คำกล่าวอันเป็นปฐมบทของการพูดคุยกับ Georg Gafron ผู้แทนมูลนิธิ KAF ประจำประเทศไทยนี้ ได้ปูทางไปสู่การพูดคุยต่อในประเด็นทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ควรจะเป็น โดยไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมทิ้งไว้ให้ตามแก้ในภายหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยบทสนทนานี้เกิดขึ้นในโอกาส งานสัมมนาผู้สื่อข่าวท้องถิ่น “EEC กับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิ KAF ร่วมกับ FORUM 21 ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

Georg Gafron ได้ให้เกียรติ มากล่าวต้อนรับผู้มาร่วมสัมมนาและพูดถึงบทบาทของ KAF ในประเทศไทย ในฐานะมูลนิธิการเมืองจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้ให้การสนับสนุนทางด้านต่างๆ ผ่านทางการจัดกิจกรรมและโครงการที่ส่งเสริมให้เกิดการพบปะอภิปรายในหัวข้อต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความเห็นในบริบททางวัฒนธรรม ซึ่งประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทางมูลนิธิ KAF เห็นว่าส่งผลกระทบต่อประชาชนได้เป็นวงกว้าง หากไม่มีความเข้าใจและไม่มีการวางระบบการบริหารจัดการที่ดี


Georg Gafron ชี้ ยังไม่สาย กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ทิ้ง สิ่งแวดล้อม ไว้ข้างหลัง

ก่อนจะพูดคุยกับถึงแนวทางการดูแลสิ่งแวดล้อม ในยุคของการเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจกับโครงการระดับประเทศที่ประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์ไว้นั้น มร.จอร์จ ได้เกริ่นถึงความสำคัญของการวางแผนดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการสะท้อนให้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกที่คุกคามพวกเราอยู่ว่า

“ตอนนี้พวกเรากำลังก้มหน้ารับผลจากการกระทำด้วยน้ำมือเราเอง ซึ่งเริ่มต้นจากความอหังการของมนุษย์ ที่คิดว่าตัวเองสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆให้เป็นไปตามแผนที่เราต้องการได้ ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติ  ทุกอย่างจะต้องโอเค เราจะควบคุมทุกอย่าง แต่ตอนนี้ มนุษย์ก็ประจักษ์แล้วว่า หลักการดังกล่าวใช้ไม่ได้กับ ภาวะโลกร้อน หรือภาวะ Climate change ที่กำลังคุกคามโลกใบนี้อยู่”

ดังนั้น หากคนไทยไม่ต้องการเป็นอีกหนึ่งจำเลยของคดีการทำลายสิ่งแวดล้อมโลก จากโปรเจคการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ มร.จอร์จ มองว่า การวางแผนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่รัดกุม เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้แผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศใดๆเลย โดย ผู้แทน KAF ได้สะท้อนมุมมองส่วนตัวเรื่อง การจัดการขยะพลาสติก ที่เขามองว่า เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในประเทศไทย

“ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบกับปัญหาขยะพลาสติก ที่มีปริมาณมาก และยังไม่ได้มีการจัดการ หรือดูแลอย่างเหมาะสมเลย และวิธีหรือไอเดีย ที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกนี้ได้ดีที่สุด คือ การรีไซเคิล Recycle และรียูส Reuse หรือการนำกลับมาใช้ใหม่”

โดยแนวทางที่เคยทำสำเร็จในประเทศเยอรมันนี คือ การประกาศเลิกใช้หลอดกาแฟกับเครื่องดื่มทุกชนิด ซึ่งสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของทั้งสถานประกอบการและผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่หันมาใช้แก้วกาแฟ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดกาแฟ

“เช่นเดียวกันกับการลด ละ เลิก ใช้ถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาร์เกต ที่ตอนนี้หากไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกตที่เยอรมันนี ก็แทบจะไม่มีถุงพลาสติกให้บริการแล้วในประเทศ รวมถึงถุงกระดาษด้วย คนที่มาซื้อของ ต้องพกถุงผ้ามาเอง ผมก็อยากเห็นเมืองไทยเป็นแบบนี้ในเร็ววัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการกำหนดกฎเกณฑ์ กฎหมาย ในเรื่องนี้มาบังคับอย่างเคร่งครัด”


ใช้โอกาส พัฒนาศักยภาพให้โดดเด่น ชักนำการลงทุนเข้าประเทศได้

ต่อจากประเด็นเรื่องการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มร.จอร์จ ชวนพูดคุยถึงเรื่องราวแง่บวกที่เขามองว่า ทักษะที่โดดเด่นของคนไทยคือคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถผลิตนวัตกรรมที่น่าสนใจได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก

“คนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมดีๆออกมาได้หลายอย่าง เรียกว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่เป็นผู้นำในเรื่องการการคิดค้นนวัตกรรมในภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ ดังนั้น คนไทยมีพื้นฐาน รากฐาน ด้านนี้ที่ดีอยู่แล้ว ไม่ยากเลยที่จะพัฒนาทักษะนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ”

และด้วยข้อดีนี้เองที่สามารถใช้ดึงความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ให้มาใช้พื้นที่ประเทศไทยในการขยายฐานการผลิตได้

“ผมมองว่ากลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยเดินมาในทิศทางที่ถูกแล้ว รวมถึงการสร้างโปรไฟล์ของไทยเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาขยายตลาดหรือฐานการผลิตในไทยก็กำลังเดินมาถูกทาง เพราะที่ผ่านมามีบริษัทสัญชาติเยอรมันนี รวมถึงบริษัทตะวันตกหลายแห่งที่ต้องการขยายฐานการผลิต ซึ่งก่อนหน้านี้เล็งว่าจะเข้าไปลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศจีน อย่าง บริษัทผลิตรถยนต์ BMW ที่แม้จะเข้าไปขยายฐานการผลิตที่จีนแล้ว แต่ก็วางแผนด้วยว่าจะขยายความสามารถทางการผลิตมาที่ประเทศไทยด้วย”

มร.จอร์จ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ในความคิดของเขา สถานการณ์ด้านการลงทุนในประเทศจีนที่เรารับรู้ผ่านสื่อ ดูเหมือนว่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่จริงๆแล้วการเข้าไปลงทุนในประเทศจีนมีกฎเกณฑ์  ข้อบังคับ มาจำกัดเรื่องการทำธุรกิจหรือลงทุนในประเทศจีนไม่น้อย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ทำให้หลายบริษัทหรือนักลงทุนกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกมายังประเทศอื่นด้วย

“ประเทศไทยเป็นตัวเลือกที่ดี ซึ่งจากการคุยกับนักธุรกิจ นักลงทุนชาวต่างประเทศหลายคน เขาก็มองว่า การมาลงทุนในประเทศไทย มีอุปสรรคน้อยกว่าประเทศอื่นเยอะ พวกเขาไม่ได้มองว่าสถานการณ์ในไทยด้านไหนเป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการลงทุนเลย แม้แต่ปัญหาทางการเมืองที่ใครๆมองกันว่าจะเป็นอุปสรรค ก็ดีกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเยอะ”

“และภายใต้การปกครองของรัฐบาลนี้ ผมกลับมองว่า มันเป็นยุคสมัยที่การพัฒนาทุกด้านสามารถดำเนินไปได้อย่างสะดวกขึ้น ปัญหาอาชญากรรมก็เกิดขึ้นน้อยลง ผมพูดคุยกับคนที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ในระดับ middle class หรือชนชั้นกลาง ทุกคนก็มองว่าการใช้ชีวิตในประเทศไทย โดยรวมทุกอย่างดีหมดนะ ไม่มีปัญหาอะไรหนักใจในการดำเนินชีวิตที่นี่ คนต่างชาติอย่างภรรยาของผมก็สามารถเดินตามท้องถนนในกรุงเทพได้ โดยใช้ความระวังตัวระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ต้องหวาดเกรง กลัวภัยต่างๆเหมือนเมืองใหญ่ในอีกหลายประเทศ ผมกับครอบครัวก็ไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเท่าไรนัก”

นอกจากนั้น ข้อดีหนึ่งที่ มร.จอร์จ เห็น คือ บรรยากาศการทำงาน ทัศนคติ การใช้ชีวิตของคนไทยเป็นคนยืดหยุ่น ไม่เครียดเหมือนในอีกหลายประเทศ เขารับรู้ได้ว่าในประเทศนี้ ไม่มีแนวคิดใครที่จะเปลี่ยนความคิด ความเชื่อมั่น ของแต่ละคนไปในทิศทางที่เขาเชื่ออย่างสุดโต่ง คุณสามารถดำรงแนวคิด ความเป็นตัวของคุณ และมีสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่


ประเด็นสังคมไทยที่น่าห่วง และทางออกที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวัง

“เมื่อ 20 ปีก่อน ผมเคยมาทำงานในประเทศไทย พอผมกลับมาในช่วง 2-3 ปีนี้ ประเทศไทยในสายตาผมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล หลายสิ่งที่ผมเคยเห็นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เปลี่ยนไป หรือหายไป อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพ”

หลังจากที่ มร.จอร์จ บอกเล่าถึงความรู้สึกผ่านประสบการณ์จริงที่ได้เห็นการพัฒนาอันรวดเร็วติดจรวดของกรุงเทพ เขาได้ชี้ให้เห็นปัญหาทางสังคมที่กำลังก่อตัวขึ้น พร้อมแสดงความเป็นห่วงว่า

“กรุงเทพเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ ความเร็วของการใช้ชีวิตและทุกอย่างในสังคมมันล้วนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปเสียหมด ซึ่งถ้าเทียบกับมหานครใหญ่ๆอย่างนิวยอร์ค การพัฒนาของนิวยอร์คจนมาเป็นเมืองทันสมัยอย่างทุกวันนี้ ใช้เวลาเป็นร้อยปี แต่สำหรับกรุงเทพ ใช้เวลาแค่ 20 ปีเท่านั้น มันต่างกันหลายเท่า และขณะที่การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วนี้ ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือชนบท ผู้คนกลับไม่เปิดรับและรับรู้เลยว่าการพัฒนามันไปถึงไหนแล้ว สภาพความแตกต่างสุดโต่งนี้จึงนำมาสู่ Social Explosion หรือสภาวะสังคมที่แตกสลายได้ไม่ยาก”

“เพราะเท่าที่ผมรับรู้ สังคมไทยแต่เดิม ไม่ได้มีภูมิต้านทานกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วแบบนี้ นี่ยังไม่นับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างสังคมไทยมาระยะหนึ่งแล้ว ที่คนหนุ่มสาวหรือคนในวัยทำงาน ต่างอพยพย้ายถิ่นฐานจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาค ขณะเดียวกัน เด็กที่เกิดใหม่ในสังคมก็มักถูกเลี้ยงดูด้วยคนรุ่นปู่ย่าตายาย ทำให้ความคิดที่ประกอบสร้างขึ้นมาในตัวเด็ก เป็นความรู้เก่า ความเชื่อเก่า ที่ไม่เข้ากับยุคสมัย ในอีกทางหนึ่ง เด็กเหล่านี้ก็จะรู้สึกขาดความรักจาก พ่อ แม่ อาจเติบโตมาเป็นเด็กมีปัญหาก็ได้”

ไม่เพียงแต่ปัญหาทางกายภาพที่กล่าวมาเท่านั้น มร.จอร์จ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาระดับโลกที่คุกคามสังคมไทยอยู่เช่นกัน อ้างอิงตาม งานวิจัยล่าสุดของสถาบันการศึกษาระดับโลก ที่สำรวจกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนวัย 30-50 ปี ปรากฎว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้ กล่าวตรงกันว่า ความโดดเดี่ยว หรือความเหงา loneliness เป็นปัญหาชีวิตหลักที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้

เมื่อวิเคราะห์ลงไปที่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวนี้ ส่วนหนึ่งมาจากคนวัยนี้ ไม่มีความไว้ใจกัน แม้กระทั่งคนรัก จึงไม่มีแผนที่จะแต่งงาน สร้างครอบครัว พอแต่งงานไปแล้วไม่เชื่อมั่นว่าจะนำพาชีวิตคู่ให้รอดได้

“ทุกปัญหาที่กล่าวถึงนี้ หากไม่ได้รับการปรับแก้ ย่อมพัฒนาไปสู่วิกฤต Social Explosion อย่างที่บอกไปแล้วได้ สำหรับทางออกของปัญหานี้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายเปลี่ยนค่านิยม ปรับความคิด ให้คนรุ่นใหม่มีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึก ในฐานะผู้สืบทอดปณิธานของคนรุ่นก่อน ไม่ได้สนใจแต่ความสุขของตนเอง ขณะเดียวกัน ก็พร้อมเปิดรับ พัฒนาทักษะที่จำเป็นของทศวรรษที่ 21 เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป”

มร.จอร์จ สรุปว่า ฟังดูแล้ว ทางออกของปัญหาอาจดูเป็นนามธรรม แต่ขอย้ำว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องตระหนัก เพื่อหาทางป้องกัน ไม่ให้สังคมไทยเดินไปสู่ปลายทางที่ไม่พึงปรารถนาอย่างที่กล่าวมา


ขอบคุณภาพเปิดจาก www.tv24.in.th

อ่านบทสัมภาษณ์ นักวิชาการระดับโลก ในประเด็นที่น่าสนใจกันต่อ

บทสนทนากับศาสตราจารย์คุสมานน์ ที่บ้านเทมปริน ถึง โลกใบใหม่ ที่น่าห่วงใยแต่ต้องไม่กังวลมากไป