ถึงตอนนี้ คงไม่ต้องบอกกันแล้วว่า ประเทศที่ว่ากันว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก คือ ประเทศฟินแลนด์ เพราะเรื่องราวความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาในประเทศแถบสแกนดิเนเวียประเทศนี้ ได้ถูกนำเสนอออกไปอย่างแพร่หลายในหลายสื่อ โดยเฉพาะในแนวทางที่ว่า การศึกษาฟินแลนด์ ทำน้อยแต่ได้มาก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ชื่นชมและยึดแนวทางปฏิรูปการศึกษาของฟินแลนด์เป็นต้นแบบตลอดมา


ทว่า ที่ผ่านมาก็มีนักวิชาการศึกษาหลายท่าน ที่มาชี้ประเด็นน่าคิดว่า แนวทางการปฏิรูปการศึกษาของฟินแลนด์ ควรยึดมาเป็นแบบอย่างก็จริง แต่ควรผ่านการพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ก่อนว่าแนวทางนั้นเหมาะสมกับบริบทการศึกษาของไทยหรือไม่ เพราะการวางแผนปฏิรูปการศึกษาของแต่ละประเทศนั้น ย่อมต้องแตกต่างกันไปตามแนวทางการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ ที่มีลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ที่ไม่เหมือนกันด้วย

ด้วยเหตุนี้ ในขั้นต้น จึงต้องหาคำตอบก่อนว่า การศึกษาฟินแลนด์ ทำน้อยแต่ได้มาก จริงหรือ แล้วการปฏิรูปการศึกษาของฟินแลนด์เป็นไปในแนวทางไหนบ้าง และก่อให้เกิดผลดีต่อระบบการศึกษาของประเทศอย่างไร


เปิด ข้อเท็จจริง ทำไม การศึกษาฟินแลนด์ ทำน้อยแต่ได้มาก

  • ไม่มีข้อสอบกลาง เพื่อใช้วัดผลก่อนเข้าเรียน ให้อิสระโรงเรียนวัดผลเอง

เพราะความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาของโรงเรียนและศักยภาพของครู การศึกษาของประเทศฟินแลนด์จึงไม่ใช้ข้อสอบกลางในการวัดผลนักเรียน จะมีก็แต่ข้อสอบที่เรียกว่า the National Matriculation Exam เป็นข้อสอบวัดผลกับนักเรียนที่เรียนจบประถมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเด็กทุกคนไม่ได้ถูกบังคับให้ทำ

ดังนั้น เด็กนักเรียนในประเทศฟินแลนด์จึงผ่านการวัดผลการศึกษา ให้เกรด ผ่านระบบที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยครูผู้สอน ภายใต้การควบคุมมาตรฐานการให้เกรดนี้โดย กระทรวงศึกษาธิการ ของฟินแลนด์ ที่จะคอยติดตามประเมินผลของโรงเรียนและครูโดยตลอด

  • ครู คือหัวใจสำคัญ ของระบบการศึกษาที่ดี

พูดได้เลยว่าครูที่ฟินแลนด์ทุกคนล้วนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเป็นครู และคนที่เก่งที่สุดของประเทศนี้จะมุ่งมั่นและแข่งกันเป็นครูที่ดี เพราะครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับไม่ต่างจากวิชาชีพอย่างแพทย์ วิศวกร หรือทนายความ

ในภาคการศึกษาของฟินแลนด์กำหนดให้อาจารย์ประจำชั้นต้องจบการศึกษาอย่างน้อยในระดับปริญญาโท จากคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนอาจารย์ประจำวิชาจะต้องจบการศึกษาในสาขาวิชาที่สอนโดยเฉพาะก่อนจึงมาศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาโทในคณะศึกษาศาสตร์ และยังมีข้อกำหนดพิเศษสำหรับครูการศึกษาพิเศษและครูแนะแนวต้องมีคุณวุฒิ ระดับปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษและการแนะแนวเฉพาะทางด้วย

  • สร้างบรรยากาศของความร่วมมือกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

จะเห็นได้ว่า ในสังคมประเทศฟินแลนด์ ไม่มีการแบ่งกลุ่มหรือจัดอันดับโรงเรียนในประเทศ ซึ่งเป็นกุศโลบายเพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศของการแข่งขัน แบ่งเกรดเด็กว่า เด็กที่จบมาจากโรงเรียนนี้มีคุณภาพดีกว่าโรงเรียนนี้ หรือคุณครูจากโรงเรียนนี้มีประสิทธิภาพกว่า ดังนั้น ที่ฟินแลนด์ ทุกโรงเรียนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน และมีความตั้งใจไม่ต่างกันที่จะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพผ่านการศึกษาที่ดี ดังนั้นการศึกษาของประเทศนี้จึงไม่ได้โฟกัสไปที่การแข่งขันกันของโรงเรียน แต่มุ่งสร้างบรรยากาศที่ดีของการร่วมมือกันสร้างรากฐานการศึกษาที่ดีให้กับคนของประเทศมากกว่า

  • สร้าง IQ ไม่สำคัญเท่าสร้าง EQ

หลักการจัดการศึกษาทั่วไปที่เคยยึดถือกันมา โรงเรียนต่างๆ มุ่งแต่จะทำให้เด็กของตัวเองมีคะแนนในวิชาอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่สูงลิ่ว จนลืมสร้างความสุขระหว่างเรียน สร้างความสมดุลของการเรียน การทำกิจกรรม การเล่น ไปจนถึงการสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงให้กับนักเรียน

การปฏิรูปการศึกษาที่ฟินแลนด์จึงให้ความสำคัญกับความจริงข้อนี้เป็นอันดับต้นๆ โดยส่งเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษานี้ไปยังทุกโรงเรียนในประเทศ ให้มีความเข้าใจตรงกันว่าให้มุ่งสร้างบรรยากาศที่ดี ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอน เพื่อทำให้นักเรียนมีความสุขในการเรียน มากกว่าการอัดความรู้วิชาการเพื่อให้เขาได้คะแนนและเกรดสูงๆ

โดยตั้งแต่ปี 1980 นโยบายด้านการพัฒนาการศึกษาของฟินแลนด์โฟกัสไปที่การได้รับสิทธิพื้นฐานจากการศึกษา ต่อไปนี้ เช่น ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม นักเรียนทุกคนมีสิทธิได้รับอาหารฟรีในระหว่างเรียน รวมไปถึงสิทธิด้านการดูแลรักษาสุขภาพกาย ใจ

  • ยืดเกณฑ์อายุแรกรับเข้าเรียน ให้ใช้ชีวิตเป็นเด็กน้อยได้นานขึ้น

ที่ฟินแลนด์ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองสามารถส่งเด็กเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนได้ ที่อายุแรกเริ่ม คือ 7 ขวบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะความเชื่อที่ว่า เด็ก ควรได้ใช้ชีวิตวัยเด็กนอกโรงเรียน และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่อายุ 3 ขวบก็ต้องเข้าเรียนในระดับอนุบาลแล้ว เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นของเด็กนักเรียน ก่อนมีการปฏิรูปการศึกษา มีเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า การที่ต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนทุกวัน บางครั้งเหมือนการเข้าคุก ดังนั้นเพื่อป้องกันทัศนคติด้านลบนี้ ทางการประเทศฟินแลนด์จึงกำหนดระยะเวลาที่เด็กจะต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับในฟินแลนด์แค่ 9 ปี เท่านั้น

  • แค่ไม่ต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า ความสุขก็เพิ่มขึ้น

ทำไมต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้าด้วย ? คำถามนี้ได้รับความสนใจจากการปฏิรูปการศึกษาในฟินแลนด์ เพราะความทุกข์วัยเด็กอย่างหนึ่งก็คือการต้องถูก พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ปลุกไปโรงเรียนแต่เช้า ต้องถึงโรงเรียนก่อน 7 โมง หรือ 8 โมงเช้า ซึ่งนั่นทำให้ดีกรีความสุขในการเรียนหดหายไป

เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ หลายโรงเรียนในประเทศฟินแลนด์ จึงขยับเวลาเข้าเรียนเป็น 9 โมง ถึง 10 โมง ขณะที่เวลาเลิกเรียน ก็ไม่ได้ขยับช้าลง ทว่า ขยับเร็วขึ้นเช่นกัน เป็นเวลา บ่าย 2 โมง ถึง บ่าย 3 โมง ไม่ใช่แค่นั้น โรงเรียนต่างๆได้จัดสรรช่วงเวลาในชั้นเรียนให้นานขึ้น สลับกับการเบรคระหว่างวิชาให้นานขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างบรรยากาศในการเรียนให้มีความสุขและไม่เคร่งเครียดด้วย

  • การบ้านน้อยลง ให้เด็กได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนกับครอบครัวได้นานขึ้น

แนวคิดการให้การบ้านนักเรียนน้อยลงนี้ เป็นการปฏิบัติต่อกันในสังคมที่แสดงถึงการเคารพสิทธิของเด็ก ให้เขามีเสรีภาพได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนอย่างเต็มที่ สามารถออกไปเล่นกับเพื่อน หรือใช้ไปกับครอบครัว และที่ฟินแลนด์ ทางโรงเรียนก็มีความเชื่อมั่นในตัวครูว่าได้ใช้เวลาและทุ่มเทความสามารถในการสอนอย่างเต็มที่ เต็มเวลาที่มีแล้ว เพราะฉะนั้นการให้การบ้านนอกเวลาเรียนจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น


เปิดมุมมองนักวิชาการ บทเรียนจากฟินแลนด์ ปรับใช้กับการปฏิรูปการศึกษาได้แค่ไหน

หลังจากตอบคำถามกันไปแล้วว่า ทำไม การศึกษาฟินแลนด์ ทำน้อยแต่ได้มาก ด้วยเหตุผลที่มาจากแนวคิดแสนเบสิคของการปฏิรูปการศึกษาฟินแลนด์ ที่กล่าวได้ว่า แค่ปรับมุมมอง เปิดรับ และปล่อยให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่และดีที่สุด ก็นำสู่การปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งหวังได้แล้ว

แต่ประเทศไทย ดังที่เกริ่นมาในช่วงต้นว่า การถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศฟินแลนด์มาใช้ จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการปฏิรูปที่เหมาะสมกับบริบทต่างๆ ของไทยด้วย

โดยในมุมมองของนักวิชาการศึกษา ได้นำเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาไว้แตกต่างกันออกไป ซึ่งจาก เว็บไซต์ TK Park ได้เคยลงบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครูผู้ปฏิวัติชั้นเรียนคณิตศาสตร์แนวใหม่ โดยใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบปลายเปิด (Open Approach) จากญี่ปุ่น ซึ่งได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า

“ถ้าการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน คนจะขาดความสามารถในการคิดเชิงแก้ไขปัญหา เอาผลมาเป็นเหตุเอาเหตุมาเป็นผล มั่วไปหมด ระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกกำลังติดอยู่ในกับดักแบบเดียวกันนี้ แนวโน้มความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงจึงมุ่งไปที่การสอนด้วยวิธีแก้ไขปัญหา (Problem Solving Approach) เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการคิดและสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง”

และ ผศ.ดร.ไมตรี ยังเอ่ยถึงทบาทของครู ซึ่งเป็นประเด็นที่การปฏิรูปการศึกษาในฟินแลนด์ให้ความสำคัญและเชื่อมั่นว่า ครู เป็น Key person ที่จะนำการปฏิรูปการศึกษาให้เข้ารูปเข้ารอยในทิศทางที่ควรจะเป็นได้ ซึ่งสำหรับในบริบทของไทย คณบดีท่านนี้ได้อธิบาย สถานะของครูไทย ในบริบทของสังคมไทยว่า

“ปัญหาคุณภาพการศึกษามักจะถูกเชื่อมโยงไปยังบทบาทและคุณภาพของครูผู้สอน แต่ทัศนะเช่นนี้กลับจะทำให้ครูตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา แน่นอนว่าจุดเปลี่ยนของปัญหานี้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน แต่จะต้องมองชั้นเรียนในฐานะที่เป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ส่วนการแก้ไขปัญหาการศึกษา ต้องปักหมุดไปที่โรงเรียน แต่จะให้ครูทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมาวางแผนการทำงานร่วมกับครู ให้ครูนำเสนอแผนการสอนเป็นรายคาบแล้วมาร่วมกันสะท้อนความเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน”

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของครู วัฒนธรรมเชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย โดย ผศ.ดร.ไมตรี มองว่า

“ห้องเรียนไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เวลาครูโยนคำถามแล้วนักเรียนแสดงความคิดเห็นกลับมา ครูบางคนบอกว่ารับไม่ได้ ความคิดแบบนั้นผิด เขาจะผิดได้ยังไงล่ะเพราะเขายังไม่ได้ให้เหตุผลเลย ถ้าอย่างนั้นแปลว่าความคิดของทุกคนควรจะถูก เพราะมันคือการยอมรับความมีเหตุผลของเขา ซึ่งเท่ากับยอมรับความเป็นคน ถ้าคุณปฏิเสธความคิดของเขาก็แปลว่าคุณปฏิเสธความเป็นคนของเขาด้วย ห้องเรียนที่ดีจึงต้องเป็นพื้นที่ที่นักเรียนได้พูด ได้แสดงความคิดเห็นด้วย”


อ้างอิง : https://www.weforum.org/agenda/2018/09/10-reasons-why-finlands-education-system-is-the-best-in-the-world

https://www.tkpark.or.th/tha/articles_detail/342/จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย-คำตอบอยู่ที่…ห้องเรียน


อ่านบทความ นำเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่น่าสนใจกันต่อ

ความจริงเบื้องหลังความสำเร็จ การศึกษา ประเทศเกาหลีใต้ ต้นแบบจัดการศึกษา ที่ดีที่สุดในโลก