การกล่าวสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในเวทีสหประชาชาติว่าเขาทำงานเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อนๆ น่าสนใจตรงที่เขาย้ำว่า ตลาดหุ้นกำลังเฟื่องฟู การว่างงานกำลังลดลง เราเพิ่มการรักษาความปลอดภัยที่ชายแดน เราเริ่มสร้างกำแพงที่ชายแดน ในไม่ช้าอุตสาหกรรมการทหารของเราจะมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม การเติบโตทางเศรษฐกิจน่าประทับใจ และนี่คือข้อดีที่ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นสูตรของทรัมป์


ไม่ต้องเถียงกันแบบบ้านเราว่าเศรษฐกิจเติบโต การส่งออกขยายตัว แต่ผู้คนไม่มีกำลังซื้อ ชวนให้คนสงสัย จากกลยุทธ์ของการผสมผสานการปกป้องที่เข้มแข็งและลดแรงกดดันจากภายนอกเพื่อเพิ่มความสมดุลทางการค้าของสหรัฐและเรียกเงินลงทุนกลับไปสู่การผลิตไปยังสหรัฐ และนั้นคือความสำเร็จซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวเลข แต่ทรัมป์ต้องสูญเสียนโยบายต่างประเทศ คือการลดความน่าเชื่อถือ ทำให้คู่ค้า พันธมิตรกลัว ทะเลาะกับคู่ค้า พันธมิตร ซึ่งไม่บรรลุผลอันใด? 

เพียงแต่ต้องเข้าใจว่านี้คือเทรนด์ (Trend) เริ่มต้นของการเจรจาในเวทีโลกปัจจุบัน แน่นอนวอชิงตันสูญเสียความเป็นเจ้าของในตะวันออกกลาง ยอมให้รัสเซียเป็นเจ้าของรายใหม่ และอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของรัสเซียซึ่งใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ได้อย่างดี รัสเซียกำลังเจรจาที่จะขาย S-400 แก่ริยาดและลงทุนร่วมกับซาอุดิอาระเบียด้านการขุดเจาะพลังงาน 

ความสัมพันธ์กับยุโรปกำลังตึงเครียด การเจรจาหุ้นส่วนแอตแลนติกล้มเหลว แผนของโอบามาและการใช้อียูกดดันเพื่อให้รัสเซียโดดเดี่ยวก็ไม่ประสบความสำเร็จ มอสโควจึงร่วมมือกับปักกิ่งสร้างสถิติยอดการค้าใหม่ในปีนี้มากกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐ จัดไป…


อะไรที่หายไปของสหรัฐอเมริกาในฐานะจ้าวโลก?

อย่างน้อยเราจะไม่เห็นการใช้สโลแกนการอ้างสิทธิ์ในการครอบงำโลกโดยครอบคลุมถึงคำว่า “Beacon of freedom and democracy” สำหรับทุกประเทศและทุกชนชาติโดยไม่มีข้อยกเว้น

ทรัมป์เห็นว่าแผนการสหรัฐเป็นยูโทเปียและจะทำให้เกิดความเสียหายแก่สหรัฐ หากใช้แนวทางแบบเดิมไม่สามารถบรรลุผลประโยชน์ของสหรัฐได้ ดังนั้น เพื่อให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่ ทรัมป์จึงต้องทำให้สถานการณ์ในต่างประเทศแย่ลงเรื่อยๆ อย่างการตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการทำกิจกรรมต่อต้านนาโต้ ขู่ว่าจะทำสงครามภาษีกับจีน การบังคับให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งแรกที่เกาหลีเหนือและอิหร่าน 

ทรัมป์ต้องได้รับผลประโยชน์จากคู่ค้าและฝ่ายตรงข้าม การค้าและภาษีศุลกากรที่จะเปลี่ยนความสมดุลทางการค้าที่ไม่ดีของสหรัฐด้านการเงิน คือ ได้เงินจากอียูมากขึ้น กระจายรายจ่ายแก่สหรัฐในการผลิตอาวุธของนาโต้ ความกดดันต่อเกาหลีเหนือเพื่อลงโทษและทำสงครามการค้าและเศรษฐกิจกับจีน และด้วยเหตุนี้เขาจึงส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังชายฝั่งเกาหลีและแก้ปัญหานิวเคลียร์ จีนอ่อนข้อให้ทรัมป์ชั่วคราว เกาหลีเข้าสู่ “การแก้ปัญหา” แผนงานของเขาประสบความสำเร็จ 

การขู่และเรียกอิหร่านว่า สปอนเซอร์ของการก่อการร้ายทั่วโลก มีจุดประสงค์เพื่อที่จะใช้อิหร่านเป็นประเด็นในการโต้กลับคืนไปยังตะวันออกกลาง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ซาอุดิอาระเบีย แต่อียูไม่ยอมรับหลักการดังกล่าว โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการตกลงใช้เงินยูโรค้าขายกับอิหร่าน และยังร่วมมือกับจีนและรัสเซี ลดบทบาทของเงินดอลลาร์ในการค้าโลก 

ด้วยเหตุนี้ ความคิดจากประเทศอ่าวเปอร์เซีย จอร์แดน และอียิปต์ จึงประกาศในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะจัดตั้งพันธมิตรระดับภูมิภาคโดยที่รัฐในตะวันออกกลางสามารถนำไปสู่ความมั่งคั่ง เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคของตนได้

จากตรงนี้เป็นที่แน่ชัดว่า สหรัฐ…ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้คุ้มครองและมีพลังอำนาจมากที่สุดในโลกแล้ว และจะไม่ใช้จ่ายเงินหลายล้านล้านเหรียญตามกลยุทธ์อนาคอนด้าอีกต่อไป แต่จะเล่นอย่างชาญฉลาดกับความสมดุลของกำลังและผลประโยชน์ที่มีอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก และไม่ว่าการทำงานของทรัมป์จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ทรัมป์รู้อนาคตของสหรัฐดีว่า ไม่สามารถพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นจ้าวโลกแบบเดิมได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแนวร่วมของกองกำลังในโลกนี้คือ การจัดตำแหน่งใหม่โดยทรัมป์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ของสหรัฐ

หลายๆ ครั้งทรัมป์พูดเกี่ยวกับความหลากหลายของประเทศ ชนชาติ และวัฒนธรรม ความเป็นเอกราชแบบอธิปไตยของชาติโดยมีความรุ่งเรืองประชาธิปไตยเป็นสภาพแวดล้อม แต่ก่อนอื่นเราต้องปกป้องความเป็นเอกราชของรัฐก่อน 

สหรัฐ…ในยุคทรัมป์จะไม่พูดถึงวิธีที่ว่าประเทศอื่นๆ ควรจะทำงาน ใช้ชีวิต และบูชาอะไร… แต่ให้มีความรักชาติ สร้างความมั่งคั่งและความภาคภูมิใจว่า สหรัฐควรจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ในโลกนี้ไปกับสันติภาพและเสรีภาพ

ทรัมป์ปฏิเสธอุดมการณ์ของโลกาภิวัตน์และยอมรับอุดมการณ์แห่งความรักชาติ ทรัมป์จึงถูกเกลียดโดยชนชั้นนำของทุนขุนคลังในนิวยอร์ก นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขากำลังพยายามที่จะบ่อนทำลายอำนาจของทรัมป์และตอกย้ำอีกครั้งว่าทรัมป์ไม่ได้บ้า ไม่ได้ป่วย 

ที่น่าสนใจคือ ผู้นำแต่ละชาติในปัจจุบัน เมื่อรู้ว่าสหรัฐจะไม่เป็นผู้ป้องกันหรือผู้คุ้มครองโลกแล้ว ต่อไปจะกำหนดกลยุทธ์ความเป็นผู้นำในภูมิภาคหรือไม่? นั่นคือสิ่งที่น่าจับตา 

ญี่ปุ่น กลุ่มตะวันออกกลาง อียู กำลังประกาศบทบาทตนเองใหม่ แล้วเราล่ะ…พร้อมหรือยัง?


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย