ปัญหาน้ำเสีย ในแหล่งน้ำทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น คลอง บึง แม่น้ำ ไปจนถึงทะเล นับเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมไทยมานาน เรียกว่าทุกจังหวัดจะต้องเผชิญกับปัญหานี้ ซึ่งดูเหมือนว่าปัญหานี้ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สาเหตุก็เป็นเพราะวิธีการ บำบัดน้ำเสีย ที่ใช้กันอยู่ ยังไม่สามารถจัดการบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ


จากปัญหาสิ่งแวดล้อม สู่ที่มางานวิจัย บำบัดน้ำเสีย ที่เป็นความหวังในรอบทศวรรษ

ขวัญรวี สิริกาญจน : eng.chula.ac.th

จากความตระหนักในปัญหาน้ำเสีย ที่ทางออกของปัญหานี้ยังคงดำมืดไม่ต่างกับสีของน้ำในแหล่งน้ำที่ต้องการการบำบัดนี้เอง ที่ทำให้ ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย หยิบยกเอาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน ซึ่งที่ผ่านมานับว่าเป็นลุ่มน้ำที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำเสียมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ มาทำการศึกษาในชื่อโครงการ “การพัฒนาวิธีการจำแนกแหล่งกำเนิดมลพิษด้วยกลุ่มแบคทีเรีย กรณีศึกษาลุ่มน้ำท่าจีน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

“ตลอดแนวสองฝั่งแม่น้ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งกินพื้นที่ทั้งที่อยู่อาศัยของชุมชน ขณะเดียวกันก็มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ไม่น้อย สาเหตุของปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ จึงมาได้ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนและฟาร์มปศุสัตว์ จนเริ่มส่งผลกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนอันถือเป็นสาธารณสมบัติของทุกคน และปัญหาสำคัญ คือ ยังไม่มีวิธีในการจำแนกแหล่งที่มาของสิ่งปฏิกูลที่ลงมาในน้ำนั้น ว่าถูกปล่อยทิ้งมาจากที่ใดบ้าง”

eng.chula.ac.th

“จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยกรมควบคุมมลพิษมานานต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี พบว่าแม่น้ำท่าจีนมีปัญหาเรื่องของคุณภาพน้ำไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำท่าจีนตอนล่างซึ่งเกิดจากกิจกรรมหลากหลาย เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีชุมชนหนาแน่น มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และยังเป็นแหล่งพื้นที่ทำการเกษตรหลัก ของประเทศด้วย”

และจากเงื่อนไขของพื้นที่เป้าหมายในการิจัยครั้งนี้นี่เอง นำสู่เป้าหมายหลักในการหาวิธีจำแนกแหล่งกำเนิดมลพิษในเบื้องต้น เพื่อให้ได้ข้อมูลแนวทางการใช้วิธีตรวจวัดกลุ่มแบคทีเรียที่เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดมลพิษเฉพาะกิจกรรม

“ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีพารามิเตอร์ใดที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพน้ำที่จะเชื่อมโยงไปสู่แหล่งกำเนิดมลพิษหรือสามารถบ่งชี้แหล่งที่มาของการปนเปื้อนกลับไปเพียงแหล่งเดียวได้ กอปรกับปัญหาคุณภาพน้ำหลักมาจากการปนเปื้อนสารอินทรีย์สูง โดยมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียและแอมโมเนียร่วมด้วยในบางพื้นที่”

eng.chula.ac.th

ช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงมีการปรับใช้เทคนิคพีซีอาร์ และพีซีอาร์เชิงปริมาณสำหรับตรวจวิเคราะห์กลุ่มแบคทีเรียที่สามารถจำแนกสิ่งปฏิกูลจากแหล่งกำเนิดมลพิษเฉพาะกิจกรรม

โดยการตรวจวัดด้วยเทคนิคพีซีอาร์และพีซีอาร์เชิงปริมาณที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นการตรวจวัดทาง DNA ของจุลินทรีย์ในลำไส้ของคนหรือสัตว์ประเภทต่างๆ เพื่อจำแนกแหล่งกำเนิด ที่เรียกว่า MST : Microbial Source Tracking โดยวิธีการนี้สามารถติดตามหรือบ่งชี้แหล่งปล่อยมลพิษลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมว่า มาจากชุมชน หรือ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือมาจากแหล่งธรรมชาติ เช่น นกน้ำ นกทะเล เป็นต้น ซึ่งสามารถจำแนกและประเมินแหล่งปล่อยมลพิษได้มากกว่า 1 แหล่ง

“การตรวจจำเพาะนี้สามารถสืบค้นย้อนกลับได้ว่าการปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลนั้นมาจากแหล่งกำเนิดใด นอกจากนี้ ยังช่วยในการประเมินความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพของคนได้ เพราะน้ำเสียจากชุมชนมีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดโรคได้มากกว่าน้ำเสียจากสัตว์ประเภทต่างๆ” ขวัญรวี อธิบาย


เปิดผลการวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง นำเสนอวิธี บำบัดน้ำเสีย ปรับใช้จริงโดยกรมควบคุมมลพิษ

เป็นที่น่ายินดีว่าผลการพัฒนาดังกล่าว ทำให้ได้วิธีตรวจวัดที่บ่งบอกแหล่งที่มาของการปนเปื้อนจากน้ำเสียในแหล่งชุมชน ฟาร์มสุกร ฟาร์มวัว และรวมทุกแหล่งกำเนิด สามารถนำไปใช้ตรวจยืนยันการปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลว่ามาจากมูลคนหรือมูลสัตว์ได้จริง โดย ปิณิดา ลีลพนัง กำแพงทอง นักวิจัยจากกรมควบคุมมลพิษ อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ที่ผ่านมายังไม่มีพารามิเตอร์ใดที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังแหล่งกำเนิดแหล่งเดียวได้ คือ ไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นมูลที่มาจากคนหรือสัตว์ประเภทใดส่งผลให้ผลการประเมินสถานการณ์คุณภาพน้ำประจำปีของกรมควบคุมมลพิษ มีข้อจำกัดในการชี้เป้าแหล่งกำเนิดมลพิษที่แม่นยำ และส่งผลถึงการออกนโยบายการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดที่อาจคลาดเคลื่อนในการจัดลำดับความสำคัญในแต่ละพื้นที่ได้”

ขณะที่แผนงานและยุทธศาสตร์ชาติล้วนมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ และมุ่งเน้นการจัดการน้ำเสียที่แหล่งกำเนิดที่ระบุแหล่งที่มาได้อย่างแน่นอน ทำให้ในการกำหนดนโยบายจัดการการปนเปื้อนของแบคทีเรียในแหล่งน้ำมีความจำเป็นที่จะต้องมีเทคโนโลยีหรืองานวิจัยที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ ทั้งจากแหล่งกำเนิดที่มีจุดกำเนิดแน่นอน (Point sources) และจากแหล่งกำเนิดที่มีจุดกำเนิดไม่แน่นอนได้ (Non point sources)

การบ่งชี้แหล่งกำเนิดให้ได้เพียงกิจกรรมเดียวที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มเกินมาตรฐานซึ่งเป็นต้นเหตุของน้ำเสียได้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อนำสู่แนวทางการตรวจวัดแบบเป็นขั้นตอน เหมาะสมกับงบประมาณและความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่นั้นๆ

eng.chula.ac.th

ดังนั้น เมื่อได้แนวปฏิบัติในการตรวจวัดที่สามารถจำแนกแหล่งกำเนิดที่เรียกว่า MST จากงานวิจัยชิ้นนี้ กรมควบคุมมลพิษจึงได้วิธีการนำไปใช้เป็นมาตรการเสริมในการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำประจำปี เพื่อช่วยในการบ่งชี้แหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและนโยบายป้องกันมลพิษทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ

ขวัญรวี อธิบายเพิ่มเติมว่า เทคนิค Microbial Source Tracking (MST) ถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบการปนเปื้อนของแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมและประสบผลสำเร็จในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำได้แล้วในหลายประเทศ เช่น ในอังกฤษและประเทศแถบยุโรป

นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกา ก็มีการนำเทคนิค MST มาช่วยในการจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้เป็นไปตามค่าสูงสุดรายวันที่ยินยอมให้มลพิษปล่อยลงแหล่งน้ำนั้นๆ ซึ่งสามารถประเมินแหล่งกำเนิดมลพิษได้แม่นยำและสามารถบอกแหล่งกำเนิดหลักเทียบกับแหล่งกำเนิดรองอื่นๆ ได้ ส่งผลให้สามารถลดปริมาณมลพิษลงสู่แหล่งน้ำได้ถูกจุด

ผลงานวิจัยนี้ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการตรวจหาแหล่งที่มาของมลพิษ แต่เมื่อมาย้อนดูงานวิจัยด้านการติดตามคุณภาพน้ำในปัจจุบัน ก็พบว่ายังมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงานวิจัยเรื่องการบำบัดน้ำเสีย ดังนั้น MST จึงถือเป็นแนวทางหนึ่งในการตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างตรงที่สุดในตอนนี้


ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/Content/45068-นักวิจัยไทยทำได้%20ตรวจ‘แบคทีเรีย’หาที่มา‘น้ำเสีย’.html


อัพเดต งานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง นำไปใช้ได้จริง กันต่อ

คน กลัวเข็ม ได้เฮ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬา ผลิตนวัตกรรม เพื่อคน กลัวเข็ม ใช้แทนเข็มฉีดยาสำเร็จ

“Thai Tuner” แอปพลิเคชันตั้งเสียงเครื่องดนตรีไทย ดึงมาตรฐานเก่ากลับมาใหม่ในรูปแบบดิจิทัล

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.282/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.283/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์