สงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐกับจีนยังคงเดินหน้าฟาดฟันกันแบบใครดีใครอยู่ กลายเป็นหนังชีวิตที่ต้องดูกันยาวๆ แต่ที่แน่ๆ สงครามครั้งนี้ได้ทำลายกฎกติกาการค้าโลกลงอย่างสิ้นเชิง และจีนก็ไม่มีวันหันกลับไปผลิตสินค้าราคาถูกออกมาทุ่มตลาดได้อีกแล้ว  พื้นที่อีอีซี


แจ็ค หม่า ประธานบริหารบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป

แจ็ค หม่าชี้…เกมยืดยาวนับสิบปี 

แม้แต่ แจ็ค หม่า ประธานบริหารบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป ยังออกมายอมรับภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ และทางการจีนขู่ทำการตอบโต้กลับว่า ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะดำเนินต่อไปเป็นเวลา 20 ปี แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้ว และมีคนใหม่มาแทน แต่สหรัฐและจีนก็จะยังคงมีความขัดแย้งทางการค้าต่อไป ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องมีการกำหนดกฎระเบียบทางการค้าใหม่ในระยะยาว โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO)


นักธุรกิจเชื่อ…จีนมีทางออก 2 ด้าน

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล : www.cp-enews.com

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ชี้ให้เห็นว่านับจากนี้จะมีคำถามตามมาอย่างต่อเนื่องว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนตอกยาวไปเรื่อยๆ มีการขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สินค้าของจีนที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ หรือสินค้าจากสหรัฐฯที่ส่งเข้ามาขายในจีนจะแพงขึ้นทั้งคู่ จีนอาจต้องย้ายฐานการผลิตบางส่วน หลังจากมองการณ์ไกลแล้วเห็นว่าถ้ายังทำแบบเดิมอำนาจการแข่งขันจะลดลงเรื่อยๆ เพราะต้นทุนของตัวเองแพงกว่า จีนต้องหาทางออก

ทางออกด้านที่ 1 คือย้ายฐานไปในประเทศที่มีราคาค่าแรงถูก อาทิ กัมพูชา ลาว หรือ แอฟริกา ผลิตจากที่นั่นแล้วส่งออกไปสหรัฐ แต่ถ้าการผลิตสินค้าราคาถูกไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ล่ะ!

จีนต้องเลือก ทางออกด้านที่ 2 คือการผลิตสินค้าระดับเฟิร์สคลาส ไม่เน้นขายราคาถูกเหมือนในอดีต ซึ่งจีนก็มีนโยบาย “Made in China 2025” ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2015 เพื่อผลักดันประเทศจากการเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการผลิต ไปเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมของโลกใน 10 ปีข้างหน้า


EEC thailand

อีอีซี พื้นที่ที่ไม่อาจมองข้าม

เมื่อจีนต้องหันมาผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ตามนโยบาย Made in China 2025 ได้แก่ กลุ่มนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ, กลุ่มเครื่องจักร NC และหุ่นยนต์, กลุ่มวิศวกรรมอากาศยานและอวกาศ, กลุ่มวิศวกรรมสมุทรศาสตร์และการต่อเรือ, กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟ, กลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงาน, กลุ่มอุปกรณ์พลังงาน, กลุ่มการวิจัยและพัฒนาวัตถุหรือธาตุใหม่, กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์และยา และกลุ่มเครื่องจักรการเกษตร ตลอดจนธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการด้านอุตสาหกรรม

ในขณะที่นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ก็เน้นส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ 10 S-Curve ประกอบด้วย

  • กลุ่มต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the Future)
  • กลุ่ม 5 อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและมีผู้สนใจลงทุน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) และ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ซึ่งถ้าจีนมองหาพื้นที่การผลิตสินค้าไฮเทค ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ก็น่าจะเป็นหนึ่งเป้าหมายที่นักลงทุนจีนสนใจอย่างยิ่ง

ทำไม อีอีซี จึงเป็นทำเลทองของต่างชาติ

www.asco.or.th

เกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งในปี 2562 อุตสาหกรรมต่างๆ ในอีอีซีจะเป็นตัวดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย และโอกาสที่สำคัญของไทยคือ จีนกำลังประสบปัญหาภาวะสงครามการค้ากับสหรัฐ จึงอาจมีการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีนมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพื้นที่อีอีซีเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนจีนแน่นอน


อ่านบทความเกี่ยวกับ อีอีซี ในสาลิกาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ