วงการวิชาการนิยมพูดถึงสหวิทยาการแบบมีชีวิตชีวาเชิงประจักษ์ ว่าผลงานดังกล่าวมีน้อยมาก สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เสนอบุคคลที่สมควรรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปีนี้มาแปลก มีบุคคลที่ศึกษาเศรษฐกิจตลาดกับปฎิสัมพันธ์กับความรู้และธรรมชาติได้รางวัลร่วมกัน


ถ้าย้อนกลับไปในยุคกลาง มีผลงานอิเบิ้ล ฮาดูล ที่ใช้หลักการตั้งถิ่นฐานทางภูมิศาสตร์ยกระดับการเพิ่มคุณภาพชีวิตของตนเอง แต่นั่นนานมาแล้ว คือในศตวรรษที่ 14-15

ในปีนี้คือ วิลเลียม นอรด์เฮาส์ จากมหาลัยวิทยาลัยเยล และ พอล โรเมอร์ จาก Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยแห่งสวีเดนชื่นชมการพัฒนา “วิธีการที่มีผลกระทบต่อปัญหาพื้นฐานและปัญหาที่สำคัญที่สุดในยุคของเราเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในระยะยาว การประเมินพื้นฐานเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

William D. Nordhaus and Paul M. Romer were announced as the winners of the 2018 Nobel Prize in economics at a news conference in Stockholm. Pool photo by Henrik Montgomery

คณะกรรมการโนเบลกล่าวในแถลงการณ์ และแม้ว่า “พวกเขาไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากพวกเขาทำให้เราใกล้ตอบคำถามได้ว่า จะบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร?” 

นอร์ดเฮาส์ได้รับรางวัลสำหรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และโรเมอร์ได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในการวิเคราะห์การพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคระยะยาว งานวิจัยของพวกเขาได้ขยายการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างมาก โดยสร้างแบบจำลองที่อธิบายว่าเศรษฐกิจตลาดมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและความรู้อย่างไร 

โรเมอร์ได้พัฒนารูปแบบที่เป็นปัจจัยหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจคือ การเติบโตของการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาและการลงทุนในทุนมนุษย์ ตามแบบจำลองนี้ ในระยะยาวมีโอกาสในการสร้างการประกันอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีการลงทุนดังกล่าวมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ทำให้เศรษฐกิจมีความได้เปรียบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

น่าคิดนะบ้านเราก็ลงทุนมากแต่ผลไม่เป็นแบบนั้น


Paul M. Romer : www.nobelprize.org

โรเมอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำคนหนึ่งด้านทฤษฎีการเติบโต ผลงานของเขาอธิบายในเอกสารหลายฉบับว่ากระบวนการคัดลอกและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในระดับของวิสาหกิจและอุตสาหกรรม เสนอให้รื้อทฤษฎีของชุม ปีเตอร์ เพราะเป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรม เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทฤษฎีสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ งานของโรเมอร์ ได้วางรากฐานสำหรับสิ่งที่เรียกว่าทฤษฎีการเติบโตภายใน (ปัจจัยภายใน)

กุญแจที่สำคัญคือการเร่งอัตราการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีด้วยนโยบายกฎหมาย การให้การส่งเสริมนวัตกรรม การวิจัยและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างกว้างขวาง คณะกรรมการโนเบลกล่าวในแถลงการณ์ว่า เขาแสดงให้เห็นว่าความคิดแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ และเรียกร้องเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการพัฒนาและเป็นความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจตลาด ทำให้เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกๆ ปี 

ความรู้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับอัตราการลงทุนซึ่งแสดงถึงการเติบโตซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนชีวิตของผู้คนได้อย่างมาก พลังทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการเตรียมบริษัทในการสร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ 

ทฤษฎีของเขาเป็นแนวคิดและปฏิบัติ ได้สร้างโครงการวิจัยขนาดใหญ่เกี่ยวกับวิธีการควบคุมและมาตรการด้านนโยบายที่สามารถกระตุ้นความคิดใหม่และความมั่งคั่งในระยะยาวได้ แถลงการณ์กล่าวไว้อย่างน่าสนใจมาก ที่คณะกรรมการโนเบลให้ความสนใจเรื่องการก่อตัวความคิดใหม่และปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดความคิดใหม่ต่อการประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หันมาดูเศรษฐกิจบ้านเราในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การมีส่วนร่วมของนวัตกรรมเพื่อการเติบโตของผลผลิตในระบบเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เศรษฐกิจของเราตกต่ำมาหลายปีเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน หากเราศึกษาผลงานของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ สูตรสำหรับวันนี้ สิ่งที่ต้องทำข้อแรกคือการปกป้องสิทธิในทรัพย์สิน สภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดสิทธิในกรรมสิทธิ์ในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งศาลต้องมีประสิทธิภาพ (จำนวนคดีในศาลต้องลดลงและใช้เวลาที่เหมาะสม) และเป็นอิสระ การต่อสู้กับการทุจริต การคุ้มครองการแข่งขัน (วิธีการต่อสู้กับส่วนแบ่งในตลาดที่มีมากกว่าร้อยละ 65 และการพัฒนาระบบการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็น

ข้อสองการลงทุนในทุนมนุษย์และต้องประสานตนเองสู่เศรษฐกิจโลกให้มากยิ่งขึ้นในแง่ของภูมิเศรษฐกิจคือการมีส่วนร่วมในการกระจายรายได้จากการแบ่งงานกันทำกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการส่งออกฐานวัตถุดิบไปสู่ฐานความรู้


William D. Nordhaus : www.nobelprize.org

ในขณะที่นอร์ดเฮาส์สร้างแบบจำลองที่อธิบายอิทธิพลร่วมกันของเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศในระดับโลก แบบจำลองของเขา รวมทฤษฎีและผลเชิงประจักษ์จากฟิสิกส์ เคมี และเศรษฐศาสตร์ มีการกระจายและใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและภูมิอากาศร่วมกัน นอกจากนี้ยังใช้ในการประเมินผลกระทบของนโยบายสภาพภูมิอากาศ เช่น ภาษีคาร์บอน

ความจริงเมืองใหม่ๆ ที่กำลังเกิดอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี ถ้าใช้ภาษีดังกล่าวก็น่าสนใจว่าจะมีผลอย่างไรต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม 

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะถอนตัวออกจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศของกรุงปารีส (Paris Climate Agreement) ซึ่งลงนามกว่า 190 ประเทศในปี 2015 ให้ประเทศต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้ภาวะโลกร้อนลดลงอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส เรื่องนี้จำเป็นต้องลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโลกลง 50% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2010 และลดลงเหลือ 0 ในปี 2050 

ความล้มเหลวในการบรรลุผลเหล่านี้ อาจนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศบางแห่งและน้ำท่วมในหลายๆ เมืองและทั่วทั้งประเทศ อันเป็นผลมาจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในปีที่ผ่านมาการปล่อยมลพิษในโลกเพิ่มขึ้น แต่โรเมอร์ก็เชื่อว่าคนเรามีความสามารถในการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง ซึ่งในที่สุดเราก็พยายามที่จะลดการปลดปล่อยมลพิษออกไป 

เรื่องนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คาดไว้ มันเป็นไปได้ที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิต ตราบเท่าที่คุณสามารถจินตนาการได้ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นกลุ่มปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ต้องก่อตัวขึ้นมาเป็นวิธีคิดดังกล่าว ซึ่งยังเป็นพื้นที่ขาดแคลนเหมือนโอเอซิสในทะเลทราย


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย