ทางออกประเทศไทย ในการพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม จะสำเร็จลงไม่ได้ถ้าขาดกำลังคนที่มีคุณภาพ ซึ่ง กำลังคน ในความหมายนี้ หมายรวมทั้งกำลังคนเดิมที่ทำงานอยู่แล้วในภาคส่วนหรือสาขาต่างๆ และคนรุ่นใหม่ที่ภาคการศึกษาเดินหน้าผลิต เกษตรกร 4.0 ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นโยบายการพัฒนาประเทศด้วย


ด้วยตระหนักในความสำคัญนี้ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จึงจัดทำบทความเรื่อง ทางออกของการผลิตและพัฒนากำลังคนในโลกยุคใหม่ ให้มุมมองเชิงมหภาคในเรื่องการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ขึ้น โดยไฮไลท์ของบทความนี้น่าจะอยู่ที่การวิเคราะห์ จุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และแนะ ทางออกประเทศไทย ที่พุ่งประเด็นไปที่การพัฒนา เกษตรกร 4.0 อย่างตรงไปตรงมา

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ : tdri.or.th

วิเคราะห์ จุดอ่อน เสริมจุดแข็ง ให้ การพัฒนา เกษตรกร 4.0

แม้ว่านโยบายการพัฒนาประเทศของไทยในทุกยุคทุกสมัย จะกำหนดให้ประเทศเดินหน้าสู่ประเทศอุตสาหกรรม แต่ถึงอย่างไร ดร.ยงยุทธ ก็ยังมองว่า ประเทศไทยยังมีกลิ่นอายของประเทศที่มีประชากรทำมาหากินในภาคเกษตรอยู่เป็นจำนวนมาก

“แม้ว่าประชากรไทยที่ทำมาหากินในภาคเกษตรจะลดลงไป 1 ล้านคน ใน 10 ปีที่ผ่านมานี้ และจากสถิติล่าสุดพบว่าผลิตผลทางการเกษตรสร้างรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ในปี 2560 ได้เพียง 0.61 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 5.9 ของ GDP โดยรวมเท่านั้น ดังนั้น ภาคเกษตรจึงไม่ใช่แหล่งรายได้ที่สำคัญ แต่ยังคงมีบทบาทในด้านการเป็นวัตถุดิบที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วอยู่ดี ขณะที่ ข้อมูลล่าสุด ก็ยังพบว่ามีกำลังคนที่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 11.6 ล้านคน”

ด้วยเหตุนี้ หากจะเดินหน้าตามแผนพัฒนากำลังคนของประเทศไทย เพื่อผลิต เกษตรกร 4.0 ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงไม่ควรละเลยจุดแข็งในภาคเกษตร แล้วส่งเสริมเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรทุกด้านมีศักยภาพมากขึ้น

“เรามีที่ดินมากกว่า 60 ล้านไร่ มีน้ำชลประทานมากกว่า 30 ล้านไร่ มีคนทำงานเกือบ 12 ล้านคน แต่จุดอ่อนของเกษตรกรคือ มากกว่า 8 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 70 มีภูมิหลังการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และมีอายุเฉลี่ยเกือบ 60 ปี จัดเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้สูงอายุที่ยากจะยกระดับด้วยเทคโนโลยี แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกมากกว่า 3 ล้านคน ที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับประถมมีความหวังที่จะพัฒนาให้เป็นเกษตรกร 4.0 (smart farmer) ได้จำนวนหนึ่ง”

ดังนั้น ดร.ยงยุทธ จึงชี้ว่า จุดอ่อนที่ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญจากการศึกษาของทีดีอาร์ไอคือ เกษตรกรติดกับดักรายได้ต่ำไม่แน่นอน และมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว ถึงแม้จะทำงานหนัก (มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน) แต่ก็ได้เงินน้อยมาก เงินออมก็น้อยตามไปด้วย และในที่สุดตกอยู่ในสภาพจนก่อนชราภาพ


ชี้ ทางออกประเทศไทย ผลิต & พัฒนา เกษตรกร 4.0 ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

เมื่อได้วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของกำลังคนภาคเกษตรแล้ว ดร.ยงยุทธ มองว่าทางออกของ การพัฒนากำลังคน ภาคเกษตร มีความเป็นไปได้โดยต้องเริ่มจากการแบ่งเกษตรกรเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก พวกที่ตั้งเป้าไว้เพียงทำอย่างไรให้ มีกิน หมดหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น วิธีการก็คือปฏิบัติตามแนวทางรัฐบาลซึ่งส่งเสริมโดยเน้นการพัฒนาด้วย “ศาสตร์พระราชา” หรือ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผสมผสานกับทฤษฎีใหม่” โดยรัฐบาลอาจจะต้อง set zero เกษตรกรเหล่านี้ก่อน คือ

“หยุดพักหนี้และดอกเบี้ยอย่างน้อย 5 ปีก่อนเป็นแรงจูงใจให้เข้าโครงการฟื้นชีวิต ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาจะมีกินและมีเงินทยอยใช้หนี้และดอกเบี้ยคืนได้ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป ภายในระยะเวลาอีก 10 ปี ก็น่าจะปลดหนี้ได้เป็นส่วนใหญ่”

กลุ่มที่สอง พวกที่พอมีความรู้ ให้เน้นทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ด้วยการทำการเกษตรอัจฉริยะ (smart farming) โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการฟาร์มสมัยใหม่ และสนับสนุนให้รวมแปลงให้เป็นเกษตรแปลงใหญ่ ตามแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาบ้างแล้ว โจทย์ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องทุ่มเทให้กลุ่มเกษตรกรทำการผลิตเชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (เกษตร 4.0) โดยใช้ตลาดนำทาง

หากดำเนินการจนประสบผลสำเร็จจะทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถปลดหนี้ มีเงินออมเพื่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว และแรงงานกว่า 2 ล้านคนที่ขายแรงงานอยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้ค่าแรงค่อนข้างต่ำเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาท หรือประมาณ 200 บาทต่อวันต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ก็จะพลอยได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อวันสูงขึ้นตามไปด้วย


เสริมพลังให้ภาคเกษตรพัฒนาสู่ การผลิต ยุค 4.0 ด้วยแรงงานรุ่นใหม่

ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ายังมีจำนวนอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถสูงพร้อมที่จะปรับตัวไปใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจำนวนไม่มาก จึงต้องการแรงงานเลือดใหม่มาเสริมพลังแรงงานเดิมที่มีอยู่ในระบบ ซึ่งมีเพียงประมาณร้อยละ 45 แล้วพัฒนาผ่านระบบการฝึกอบรมที่เข้มข้นเพื่อยกระดับให้เป็นแรงงานผลิตภาพสูง 

“โดยแรงงานรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะสูงพอที่จะทำงานในอนาคตได้ ต้องเป็นแรงงานที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความรอบรู้โดยผ่านการศึกษาในระบบ STEAM Education หรือ ผ่านการฝึกฝนภายใต้กรอบของทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้สามารถทำงานที่ต้องใช้ทักษะการแก้ปัญหา การคิดเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงาน ทำสิ่งประดิษฐ์ คิดค้นสิ่งใหม่ๆจนเกิดบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์รอบด้าน หรือ Creative Workforce ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่ Innovative workforce ได้ในที่สุด”

สรุปแล้ว แรงงานรุ่นใหม่ ว่าที่ เกษตรกร 4.0 ที่จะได้รับความต้องการสูงมากเพื่อตอบสนองแนวทางการพัฒนาประเทศ คือ

แรงงานระดับ technicians ที่ผ่านการเรียนรู้จากสถาบันอาชีวศึกษาที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำงานร่วมกับสถานประกอบการอย่างใกล้ชิด จำนวนอย่างน้อย 5 แสนคนใน 10 ปีข้างหน้า โดยการคัดเลือกจากสถาบันอาชีวศึกษาเกือบ 850 แห่ง ทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจากนักศึกษาทุกชั้นปีเกือบล้านคน โดยรัฐการันตีว่าเมื่อเรียนจบแล้วได้งานทำแน่นอน และมีเงินเดือนมากกว่าผู้จบที่ไม่ได้เข้าศึกษาในสถาบันที่รัฐส่งเสริม

แรงงานกลุ่มที่เป็นผู้เรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่เรียนจบในสาขา S&T หรือ Science & Technology วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาครัฐควรสนับสนุนทุนให้ไปเรียนที่ต่างประเทศ


ระหว่างที่รอกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ อาจต้องนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาทำงานร่วมกับคนไทยไปก่อน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้นักวิจัยไทย หรือส่งคนไทยที่จบ ป.โทและ ป.เอก ไปเรียนเพิ่มเติมหลังปริญญา เพื่อเพิ่มเติมความรู้และประสบการณ์กลับมาพัฒนาประเทศในระยะเวลาสั้นๆในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ


อ้างอิง : https://tdri.or.th/2018/10/human-resource-th-4-0/


อ่านประเด็นน่าสนใจ เรื่อง Smart Agriculture กันต่อ

ติดอาวุธ นวัตกรรมการเกษตรไทย ให้ไปสู่ Smart Farming ครบวงจร

‘ฟาร์มไก่ไข่ครบวงจร’ โมเดลที่ CP นำไปช่วยลดความยากจนในยูนนาน