สำนักข่าว CNN พาดหัวตัวไม้ทันทีที่มีการประกาศชื่อ ผู้บัญชาการกำลังรบของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ‘คนใหม่’ ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาในแวดวงทหารของโลกประจำปีนี้ก็ว่าได้ 


ผู้บัญชาการกำลังรบของกองทัพบกสหรัฐฯ คนใหม่มีชื่อว่า Laura J. Richardson ชั้นยศพลโทหญิง ถือเป็นนายทหารหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดนับแต่มีการก่อตั้งหน่วยดังกล่าว

ตำแหน่งผู้บัญชาการกำลังรบของกองทัพบกสหรัฐฯ นี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นหน่วยที่ดูแลกำลังพลเหยียบ 9 แสนนาย แยกเป็นทหารกว่า 7 แสนนาย และพลเรือนอีกเกือบ 1 แสนคน หน่วยทหารภายใต้กองบัญชาการกำลังรบของกองทัพบกสหรัฐฯ ประกอบด้วยกองทัพบก กองกำลังสำรอง และกองกำลังรักษาชายแดน

เมื่อมีการประกาศชื่อพลโทหญิง Laura J. Richardson สำนักข่าว CNN ก็พาดหัวตัวไม้ทันทีว่า Lieutenant General Laura J. Richardson has succeeded in breaking through a few glass ceilings in the US Army. Now she’s set to break a new one. แปลเร็วๆ ได้ว่า พลโทหญิง Laura J. Richardson ได้ทลาย ‘เพดานแก้ว’ ในกองทัพสหรัฐฯ เป็นผลสำเร็จ


‘เพดานแก้ว’ คืออะไร?

เพดานแก้ว คือ สิ่งกดทับหรือการกีดกันที่มองไม่เห็น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กับการเหยียดเพศ เหยียดผิว หมายถึง ไม่มีกฎเกณฑ์กีดกันความก้าวหน้าที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาจมีในรูปมาตรการทางสังคม หรือวัฒนธรรมองค์กร ที่คอยกดทับไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งเจริญก้าวหน้าตามความสามารถที่ควรเป็น

การที่ พลโทหญิง Laura J. Richardson ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกำลังรบของกองทัพบกสหรัฐฯ คนใหม่ในครั้งนี้ จึงสร้างความฮือฮาอย่างมากในแวดวงการทหารโลกในเวลานี้

การที่ CNN พาดหัวเกี่ยวกับ ‘เพดานแก้ว’ นั้น นับว่าเป็นการรายงานข่าวที่มีชั้นเชิงมาก เพราะคำว่า ‘เพดานแก้ว’ ดังกล่าวมีนัยซ้อนอยู่สองชั้น

ชั้นแรก คือ ‘เพดานแก้ว’ ในกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเสมือนกับว่า CNN ยอมรับโดยปริยายว่ามีทฤษฎี “เพดานแก้ว” ในสังคมของสหรัฐอเมริกานั้นมีอยู่จริง โดยเฉพาะประเด็นเหยียดเพศ เหยียดผิว

ชั้นที่สอง คือ ‘เพดานแก้ว’ ในวงการสื่อมวลชน ที่น้อยครั้งจะมีการยอมรับด้วยการเขียนถึงปัญหาการเหยียดเพศ เหยียดผิว ในสังคมอเมริกันผ่านภาพแสดงแทนคือกองทัพบกสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา

ซึ่งจะว่าไปแล้ว ‘นัยซ้อนอยู่สองชั้น’ เรื่อง ‘เพดานแก้ว’ ที่ CNN พูดถึงนั้น มีความพยายามซ่อนกลบปัญหาด้วยการห่อหุ้มเปลือกเสรีภาพที่เคลือบความเกลียดชังของกระบวนการเหยียดเพศ เหยียดผิวอย่างสวยหรู

ทั้งที่มีงานวิจัยหลายชิ้น โดยเฉพาะการศึกษาอย่างเจาะลึกในประเด็นการเหยียดเพศเกี่ยวกับภาวะผู้นำของเพศหญิง อาทิ ผู้นำหญิงมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้นำชาย หรือข้อมูลที่ชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยอมรับบทบาทของผู้นำหญิงมากกว่าผู้นำชาย

ข้อมูลวิจัยของ www.businessinsider.com
ระบุว่า จากการศึกษาผู้นำในองค์กรต่างๆ ทั่วโลก
จำนวน 45,000 คน ยอมรับประสิทธิภาพผู้นำหญิง
ที่มีมากกว่าผู้นำชาย 54.5%

ผลการวิจัยชี้ว่า ประสิทธิภาพการทำงานของเพศชายและเพศหญิงจะเท่าเทียมกันทุกประการนับตั้งแต่วันแรกของชีวิตการทำงาน

จนกระทั่งถึงช่วงอายุประมาณ 30 ปี ที่ประสิทธิภาพการทำงานของเพศชายจะสูงกว่าประสิทธิภาพการทำงานของเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด

ทว่า เมื่อพ้นช่วงอายุ 40 ปี ขึ้นไปแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานของเพศหญิงกลับแซงหน้าประสิทธิภาพการทำงานของเพศชาย และเป็นเช่นนี้ไปตราบจนถึงวันเกษียณ

โดยเฉพาะหากพิจารณาจากรูปประกอบ จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็น ‘ผู้นำ’ ในระดับใด กล่าวคือ

1. Executive Management หรือ ‘ผู้บริหารระดับสูง’

2. Senior Manager หรือ ‘ผู้บริหารระดับอาวุโส’

3. Middle Manager หรือ ‘ผู้บริหารระดับกลาง’

จากภาพ ชี้ให้เห็นว่า ‘ผู้นำ’ หรือ ‘ผู้บริหาร’ ทั้งสามระดับ เมื่อพิจารณาจากกราฟแท่ง จะพบว่า ‘กราฟแท่งสีเขียว’ ซึ่งแสดงแทน ‘ผู้นำหญิง’ และกราฟแท่งสีน้ำเงิน ซึ่งแสดงแทน ‘ผู้นำชาย’

กราฟแสดงแทน ‘ผู้นำ’ ทั้งสองเพศ ปรากฏอย่างชัดเจนว่า ‘ผู้นำหญิง’ มี ‘ภาวะผู้นำ’ มากกว่า ‘ภาวะผู้นำ’ ของ ‘ผู้นำชาย’ ทั้งสามระดับ

ดังนั้น การที่ พลโทหญิง Laura J. Richardson ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกำลังรบของกองทัพบกสหรัฐฯ คนใหม่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจหากพิจารณาจากข้อมูลวิจัยเท่ากับความฮือฮาของประเด็นข่าว

เพราะก่อนหน้าที่ พลโทหญิง Laura J. Richardson จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งใหญ่ครั้งแรกในกองทัพบกสหรัฐฯ เธอได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญมาก่อนหน้านี้แล้ว นั่นคือ ‘รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1’ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘หน่วยแรกของทัพสหรัฐฯ’ อันเลื่องชื่อในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีนั่นเอง