บทสัมภาษณ์ ‘หมอไต่ – ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล’ เสี่ยงแค่ไหนก็ต้องไปต่อ เพราะอยากให้คนไทยได้ใช้ ‘ยาแอนติบอดี้’ รักษามะเร็ง

6241
แอนติบอดี้ ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล รักษามะเร็ง

วงการแพทย์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ไทย ที่หาวิธีจัดการโรคมะเร็งมานานเริ่มตื่นตัวมากขึ้น เมื่อ หมอไต่ – อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้อำนวยการ ศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเปิดเผยว่า กำลังทำวิจัยยาแอนติบอดี้ (Antibody) บำบัดมะเร็ง ณ ‘ศูนย์วิจัยผลิตยาภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็ง ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ลงทุนสร้างขึ้น เพื่อให้บุคลากรจุฬาฯ มีพื้นที่สำหรับวิจัย คิดค้น เพื่อสาธารณประโยชน์ หากใครต้องการสมทบทุนเพื่อให้การวิจัยนี้สำเร็จตามแผน สามารถดูเลขที่บัญชีที่เปิดรับบริจาคได้ที่ท้ายบทความ


antibody แอนติบอดี้ รักษามะเร็ง
https://www.facebook.com/belldec

การประกาศรับเงินทุนสนุบสนุนการผลิตยาภูมิคุ้มกันผ่านทางโซเชียล มีเดีย ทำให้คนไทยรู้จัก หมอไต่ อย่างรวดเร็ว และรับรู้ว่าคุณหมอเป็นคนไทยมุ่งศึกษาและพัฒนาการสร้าง แอนติบอดี้ มาตลอดตั้งแต่ทำงานที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health : NIH)


‘มะเร็ง’ เซลล์ร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกปีละประมาณ 10 ล้านคน เป็นประเด็นระดับโลกที่หมอและนักวิจัยนานาชาติต่างก็พยายามคิดค้นยา หาวิธีรักษามานาน จนกระทั่ง 2 นักวิจัย ‘James Allison’ และ ‘Tasuku ‘Honjo’ ค้นพบ ‘วิธีรักษามะเร็งด้วยการใช้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์’ และได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ในเดือนตุลาคม ปี 2018


แอนติบอดี้ antibody ฆ่ามะเร็ง
https://www.facebook.com/CUCancerIEC/photos

ทีมสาลิกามีโอกาสพูดคุยกับ หมอไต่ ณ ศูนย์วิจัยผลิตยาภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็ง ทั้งเรื่อง รางวัลโนเบล ขั้นตอนการผลิตยาแอนติบอดี้หรือ Biologics การระดมทุน งบประมาณที่ต้องใช้ โอกาสและช่วงเวลาที่คาดว่าผู้ป่วยชาวไทยจะได้ใช้ยาตัวนี้ รวมถึงการกลับมาอยู่เมืองไทยเพราะต้องการผลิตยาแอนติบอดี้รักษามะเร็งให้เกิดขึ้นจริง ในราคาที่คนไทยเอื้อมถึง

หมอไต่ Team Leader ของงานวิจัยแอนติบอดี้ ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบเราทุกคำถามด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะผลิตยาให้สำเร็จ


ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนเท่าไร อัตราการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างไร?

หมอไต่ : ประมาณ 1.5 ล้านคน (ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2557) และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นปีละแสนกว่าคน


โอกาสที่คนหนึ่งคนจะเป็นมะเร็งมีมากแค่ไหน?

หมอไต่ : ในช่วงชีวิตของคนเรามีโอกาสเป็นมะเร็ง 40% โดยทุกๆ 3 คน มีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง 1 คน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นมะเร็งพร้อมกัน ดังนั้นถ้าผลิตยาสำเร็จก็จะใช้รักษาราว 20-30 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 70 ล้านคน


ในปัจจุบัน การรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เช่น วิธีเคมีบำบัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง (Chemotherapy) ผู้ป่วยต้องจ่ายค่ารักษาคนละเท่าไร?

หมอไต่ : ประมาณหลักหลายแสนบาทถึงหลักล้าน ขึ้นกับชนิด ระยะ และภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย


ถ้าใช้ยาแอนติบอดี้ที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้ เข็มละ 200,000 บาท และฉีดเกือบ 20 เข็มนั้น ไม่ต้องใช้เคมีบำบัดเลยใช่ไหม?
หมอไต่ : ใช่ครับ แต่สำหรับในมะเร็งบางประเภทที่มีการตอบสนองต่อยาแอนติบอดี้ที่ดีมากๆ นะครับ เช่น มะเร็งปอด แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการให้ร่วมกันกับการใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือเพื่อลดการใช้ปริมาณยาเคมี ทำให้ผลข้างเคียงจากยาเคมีลดลง ในปัจจุบันมีการศึกษาจำนวนมากเพื่อเปรียบเทียบระหว่างการให้แอนติบอดี้นี้อย่างเดียวกับการให้เคมีบำบัด ซึ่งในอนาคตจะมีข้อมูลของผลการรักษาต่อมะเร็งชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้นครับ

ยาแอนติบอดี้ก็คือ ‘ภูมิต้านทาน’ ซึ่งมาจากธรรมชาติล้วนๆ?

หมอไต่ : ภูมิต้านทานเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว ตอนนี้เรารู้แล้วว่าการรักษามะเร็งด้วยภูมิต้านทานนั้นได้ผล และที่ได้รางวัลโนเบลเพราะเขาหาวิธีทำให้ภูมิต้านทานกลับมาฆ่ามะเร็งได้ดี ซึ่งไอเดียเรื่องภูมิต้านทานมีมานานแล้ว วงการแพทย์ก็รู้กันว่าต้องทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดีก็จะต่อสู้กับโรคได้


มีไอเดียมานาน แต่เมื่อก่อนไม่ได้หาวิธีผลิตอย่างจริงจัง?

หมอไต่ : เมื่อก่อนนักวิทยาศาสตร์พยายามแล้วไม่เวิร์ก กลุ่มหมอในเมืองไทย คนในวงการวิทยาศาสตร์ก็รู้ว่าสำคัญและต้องทำ จนกระทั่งคนที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (อ่านเพิ่ม “ฮอนโจ-แอลลิสัน” 2 ยอดคุณหมอพิฆาตมะเร็ง พิชิตรางวัลโนเบล 2018) นำไปคิดต่อจนเขารู้วิธี จริงๆ เขาคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ทดลองผลิตยามาตลอด แล้วในที่สุดการผลิต ยาแอนติบอดี้ ซึ่งเป็นยาสมัยใหม่ที่ออกมาเมื่อ 4 ปีก่อน นำไปทดลองใช้กับผู้ป่วยแล้วดีขึ้นอย่างชัดเจน มีผลข้างเคียงไม่มาก ทั่วโลกยอมรับ จึงได้รับรางวัลโนเบล


แต่ยาที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้มีการจดสิทธิบัตรชัดเจน ถ้าเราผลิตตามจะไม่ผิดหรือ?

หมอไต่ : ยานั้นเพิ่งผลิตเมื่อปี 2014 ถ้าจะทำยาเลียนแบบก็ต้องรอให้หมดลิขสิทธิ์ในอีก 20 ปี ซึ่งก็คงจะนานเกินไปที่จะรอ แต่เราสามารถนำองค์ความรู้ที่รางวัลโนเบลค้นพบนั้นมาใช้ต่อยอดได้

โดยองค์ความรู้ตรงนี้เป็นเรื่องที่เปิดเผยในวงการวิทยาศาสตร์ ไม่มีการจดสิทธิบัตรใดๆ สามารถนำไปศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดได้ ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น เขาไปเจอกลไกการยับยั้งเม็ดเลือดขาว โดยเจอโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ PD-1 ที่อยู่บนเม็ดเลือดขาว ซึ่งถ้าไปจับคู่กับโปรตีนที่เข้าคู่กันชื่อ PD-L1 ที่อยู่บนเซลล์มะเร็งจะทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหยุดทำงาน ไม่ฆ่าเซลล์มะเร็งเพราะคิดว่าเป็นเซลล์ปกติ

ดังนั้น วิธีที่จะทำให้เม็ดเลือดขาวทำงาน กลับมาฆ่าเซลล์มะเร็งได้คือ ไปแยกคู่ออกมา ไม่ให้ PD-1 จับกับ PD-L1 ได้  นักวิจัยก็ไปหายามาแทรก ซึ่งก็แทรกได้หลายมุม (ชูสองกำปั้นขึ้นมาชนกัน แทนลักษณะโปรตีนที่มาจับคู่กัน) ยาของบริษัทต่างชาติก็คือการค้นพบวิธีแทรกวิธีหนึ่งโดยใช้แอนติบอดี้ที่เขาคิดขึ้น และโครงสร้างยาจำเพาะของเขาที่จดสิทธิบัตรไว้

สำหรับแอนติบอดี้ของเราก็คือ วิธีการแทรกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าโครงสร้างไม่เหมือนกัน หน้าตายาไม่เหมือนกันกับที่มีการจดสิทธิบัตรไว้แล้วก็ไม่เป็นไร สรุปก็คือ องค์ความรู้ที่รางวัลโนเบลค้นพบใครก็นำไปใช้ได้ เรื่องวิธีผลิตยานี้เทียบได้ว่ามีแม่กุญแจตัวเดียว แต่เหล่านักวิจัยถือกุญแจคนละดอก คนละรูปแบบ แต่ทุกแบบสามารถไขแม่กุญแจได้เหมือนกัน

เซลล์มะเร็ง แอนติบอดี้ ยาต้านมะเร็ง
https://www.facebook.com/CUCancerIEC/photos

สำหรับคนอเมริกัน ยาเข็มละ 200,000 บาท เขารับได้ไหม?

หมอไต่ : ที่อเมริกายังบ่นกันเองว่าตั้งราคาได้สุดมาก เพราะมันทำยาก ฮอต และได้ผลดี แต่ทำให้คนไม่มีทางเลือก ใครไม่มีเงินจ่ายก็เสียชีวิต ซึ่งที่อเมริกาก็แข่งผลิตยากันเป็น Business Driven ไม่ได้ผลิตยาให้ถูกลง แต่ผลิตยาเพื่อเป็นธุรกิจและแข่งขันกัน


ทุกคนมีความเสี่ยงสูงถึง 40% ที่จะเป็นมะเร็ง
และเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสถึง 50% ที่จะเสียชีวิต


การผลิตยาตัวนี้ต้องทุ่มเทเวลาในชีวิตอย่างมาก ต้องการเงินลงทุนเยอะ ใช้เวลาทดลองก็นาน และเสี่ยงที่จะล้มเหลว (failure) อีกต่างหาก คือ รู้ว่าเสี่ยงแต่หมอก็ยืนยันที่จะทำให้เสร็จกระบวนการ?

หมอไต่ : วันแรกคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย เรียกว่าบ้าก็ได้ ความบ้าเราสูงมาก แต่เรามีความรู้แล้วก็มีเทคโนโลยี รู้ว่าใครพอจะช่วยได้ และรู้ว่าทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้น พอเราทำจนได้ต้นแบบ ได้ผลในหลอดทดลอง เราจึงออกมาบอกคนอื่นและเปิดบัญชีเพื่อระดมทุน (Crowdfunding) โดยหวังว่าจะทำให้ราคายาตกเข็มละ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาต่อคนก็จะไม่ถึงล้าน แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย

แอนติบอดี้ รักษามะเร็ง
httpswww.facebook.comCUCancerIEC

งานวิจัยเพื่อผลิตยาแอนติบอดี้ต้านมะเร็งมี 5 ขั้นตอน (Phase 1-5 ดังภาพด้านบน) อยากทราบว่า ขั้นตอนใดเสี่ยงที่จะล้มเหลวมากที่สุด?

หมอไต่ : ขั้นแรกที่จุฬาฯ ลงทุนให้เป็นขั้นที่เสี่ยงมาก แต่เราก็ทำจนได้ต้นแบบออกมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศที่ทำมา 20 ปี ก็การันตีว่าได้ผล ถ้าลงทุนตามนี้ก็จะได้ตามนี้ เราจึงเริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และจะเสี่ยงอีกก็ขั้นสุดท้ายที่นำมาทดลองกับคน เราจะลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุดโดยคิดว่า ทุกอย่างที่ทำขึ้นใหม่มีความเสี่ยง 90% มีโอกาสประสบความสำเร็จ 10% ดังนั้น ถ้าเราทำต้นแบบ 10 ตัว 1 ใน 10 ก็น่าจะเวิร์ก แม้มันจะยากและยาว แต่จะพยายามบอก milestone เล็กๆ คือรายงานความคืบหน้าออกไปว่า ตอนนี้ถึงขั้นที่ 2 แล้วนะ เพราะตามปกติกระบวนการผลิตยาตัวหนึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 10 ปี และการผลิตตัวนี้ก็ยุ่งยาก กระบวนการผลิตในประเทศไทยยังไม่รองรับ

หมอไต่ หมอรักษามะเร็ง

แอนติบอดี้ รักษามะเร็ง
หมอไต่เปิดภาพ ‘เซลล์เม็ดเลือดขาวที่จับตัวกัน’ ให้เราดู

คุณหมอคิดแบบสตาร์ทอัพเลย ยิ่งมีมาก…ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมาก

หมอไต่ : ถูกต้อง ยิ่งมีต้นแบบมากยิ่งมีโอกาสมาก เพราะมันไม่ใช่เทคโนโลยีมหัศจรรย์ขนาดนั้น ทำได้…แต่ต้องใช้เวลา ทุ่มเทความพยายาม ลงทุนทำให้ได้ แต่ถ้าคิดแบบ Business ตั้งแต่เริ่มต้น เจ๊งแน่นอน เป็นความแตกต่างที่เราเลือกเดิน ก็คิดแค่ว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ทำ ซึ่งเราก็ระดมทุนจากคนไทยด้วยกัน ต่อไปก็อาจจะระดมทุนจากภาคเอกชนแบบไม่แสวงหากำไร แต่ถ้าถึงจุดที่ต้องลงทุนเยอะๆ คือ ขั้นสุดท้ายที่เรียกว่า Clinical Trial ตอนนั้นภาครัฐลงมาสนับสนุนก็น่าจะดี ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต

biologics ยาต้านมะเร็ง ยาชีวภาพ


มีทีมทำงานเยอะไหม?

หมอไต่ :  ประมาณ 20-30 คน เป็นคนจุฬาฯ ทั้งหมด ข้อดีคือเป็นการอินทิเกรตคนและศาสตร์ในพื้นที่เดียว เราเป็นแพทย์ เป็นนักวิจัย ทำแอนติบอดี้ด้วย เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย สามารถดึงแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย วิศวกร โปรแกรมเมอร์ สัตวแพทย์ สื่อสารกันได้หมดเพราะอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นความร่วมมือภายในที่สมบูรณ์


ศูนย์วิจัยฯ ที่คุณหมอทำงานและเราใช้พูดคุยกันอยู่นี้ คิดค้นงานวิจัยด้านใดที่เป็นความหวังของคนไทย-ประเทศไทยอีกบ้าง?

หมอไต่ : ศูนย์นี้วิจัยยารักษามะเร็งหลายตัว ที่ทำอยู่เป็นแค่หนึ่งขา เราทำวัคซีนด้วย ถอดรหัสพันธุกรรมของมะเร็งเราก็ทำ การวินิจฉัยโรคขั้นสูงเราก็ทำ คืออะไรที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เราทำหมดเพื่อให้คนไทยได้ใช้



:: สาลิกาสรุปมาฝาก ::

ยาแอนติบอดี้ หรือ ยาต้านมะเร็งจากภูมิคุ้มกัน ที่ ‘หมอไต่’ นำทีมพัฒนาอยู่นี้ เป็นยากลุ่ม Immune Checkpoint Inhibitor ซึ่งพัฒนาจากต้นแบบยาของนักวิจัยรางวัลโนเบล หลักการทำงานคือ ทดลองหายาแอนติบอดี้ที่สามารถยับยั้งกระบวนการจับคู่ของโปรตีน PD-1 กับโปรตีน PD-L1 เพื่อปลดล็อคให้เม็ดเลือดขาวไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งการคิดค้นจนกระทั่งผลิตสำเร็จเพื่อให้ใช้งานได้จริงจะต้องทำ 5 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 10 ปี (ถึงขั้นที่ 5 ผลิตยาสำหรับมนุษย์ได้ในปี 2566 แล้วยังต้องทดลองกับผู้ป่วยอีก 4 ปี) และต้องการเงินลงทุนรวม 1,500 ล้านบาท

ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังลุยงานในขั้นที่ 2 ทำสำเร็จเมื่อไร ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งก็จะลดลง ค่ารักษาจะอยู่ที่เข็มละ 20,000 บาท (จากที่สหรัฐอเมริกาขายเข็มละ 200,000 บาท) และสามารถลดการนำเข้ายารักษามะเร็งจากต่างประเทศที่มีมูลค่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการนำเข้ายารวม 1.5 แสนล้านบาท


ผู้สนใจร่วมสมทบทุนติดต่อได้ที่ :
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย
    เลขบัญชี 408-004443-4

    ชื่อบัญชี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เงินบริจาคเพื่อการวิจัย)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน
    เลขบัญชี 045-304669-7

    ชื่อบัญชี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เงินบริจาคเพื่อการวิจัย)

และร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของการระดมทุนผ่านเพจเฟซบุ๊ก


 

ถกความจริงรอบด้าน กับ ไขมันทรานส์

“ฮอนโจ-แอลลิสัน” 2 ยอดคุณหมอพิฆาตมะเร็ง พิชิตรางวัลโนเบล 2018

อยากเป็นคนคุณภาพของศตวรรษที่ 21 ต้องปรับตัวด้วย ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

IQ ใช้วัดระดับเชาวน์ปัญญามานานกว่าร้อยปี นี่ยุค 4.0 ต้องวัดกันที่ ‘DQ’ แล้ว