ข้อมูลจากสหพันธ์ค้าปลีกแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ The National Retail Federation (NRF) รายงานว่า เทศกาล Halloween แต่ละปี โดยเฉพาะคาดการณ์ในปี 2018 ที่กำลังจะมาถึงนี้ คนอเมริกันจะใช้เงินจับจ่ายใช้สอยมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์!


แบ่งออกเป็นการซื้อเสื้อผ้า Halloween ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ ซื้อขนมและซื้อของตกแต่งบ้านเท่าๆ กันคืออย่างละ 2.5 พันล้านดอลลาร์ และซื้อการ์ดอวยพรราว 1 พันล้านดอลลาร์

เทศกาล Halloween มีความเกี่ยวพันกับคริสต์ศาสนา เกิดขึ้นราวปี 1556 โดยกำหนดการจัดงานฉลองในวันสิ้นเดือนตุลาคมคือวันที่ 31 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน หรือบางแห่งจัดยาวไปจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับฤดูเก็บเกี่ยว เราจึงเห็นการนำพืชผักผลไม้ โดยเฉพาะฟักทองมาตกแต่งประดับประดาเทศกาล Halloween และเป็นประเพณีปฏิบัติสืบเนื่องกันมา

สำหรับเทศกาล Halloween ในบ้านเราซึ่งเป็นเมืองพุทธ แต่คนไทยก็สามารถเข้าร่วมเทศกาลต่างๆ ของทุกศาสนาได้อย่างสนุกสนาน ทว่า หากมองย้อนไปยังจุดกำเนิดของเทศกาล Halloween ในยุโรป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ประยุกต์เทศกาล Halloween เข้ากับธุรกิจ จะพบนวัตกรรมมากมายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเทศกาล Halloween

จากการสำรวจข้อมูลของสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐฯ (The United States Patent and Trademark Office หรือ USPTO) พบว่า มีการวิจัย ค้นคิด และประดิษฐ์นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล Halloween หรือ Halloween Innovation มาแล้วอย่างมากมาย บางนวัตกรรมได้มีการนำไปผลิตเป็นสินค้าและบริการในเชิงพาณิชย์ซึ่งหมายความว่า เป็นการนำงานวิจัยลงจากหิ้งให้สามารถแปรรูปใช้งานได้จริงๆ

ขณะเดียวกัน บางนวัตกรรมอาจดูล้ำสมัยและฟุ้งฝันมากไปหน่อยจึงยังไม่มีการประยุกต์ให้เกิดเป็นสินค้าหรือบริการในโลกแห่งความเป็นจริงได้

อย่างเช่น ในปี 1990 Thomas Delbiondo ได้จดสิทธิบัตร ‘Hand-near-mouth warning device’ หรือ Halloween Smart Watch ใช้สำหรับตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดว่าทานขนม Halloween มากเกินไปหรือยัง ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น

หรือจะย้อนกลับไปในปี 1871 R.J.Clay ได้จดสิทธิบัตร ‘Creeping Doll’ หรือหุ่นยนต์ของเล่นเด็กน้อย Halloween ในยุคที่หุ่นยนต์เป็นเพียงความฝันของชาวโลก

รวมถึงในปี 1916 Hugh Huffman และ Ernest Peck ได้จดสิทธิบัตร ‘The Cat Scare Crow’ หรือหุ่นแมวไล่กา ที่พลิกโฉมหุ่นไล่กาแบบเดิมที่ยืนนิ่ง มาสู่หุ่นแมวไล่กาที่เคลื่อนไหวได้ สร้างความตื่นตาตื่นใจมากในยุคนั้น

นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็น ‘นิสัยนวัตกรรม’ ของชาวตะวันตก

Peter Drucker : wikipedia.org

องค์อร ประจันเขตต์ (2557) กล่าวถึง ‘นิสัยนวัตกรรม’ ว่าลักษณะ ‘นิสัยนวัตกรรม’ หรือ Innovative Behavior ที่เหมาะสมนั้น อันดับแรกจะต้องเป็นผู้ที่มีแรงขับในตนเองสูง ที่จะผลักดันให้ตัวเองกระตือรือร้นที่จะศึกษาเรียนรู้ คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และจะต้องเป็นผู้มีความฝัน มีวิสัยทัศน์ที่จะไปให้ถึงโดยไม่เกรงกลัวความล้มเหลว สามารถมองเห็นโอกาสของการสร้างนวัตกรรมได้จากสภาพที่มีอยู่ เช่น แทนที่จะมองว่ามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว แต่กลับมองว่ามีน้ำเพียงครึ่งแก้ว เพราะที่ว่างอีกครึ่งแก้วที่เหลือ คือ โอกาสในการค้นคว้าหาความรู้ ฝึกฝนทักษะจนเกิดความชำนาญในการสร้างนวัตกรรมต่อไปนั่นเอง และนอกจากการมีความรู้ความสามารถแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด คือต้องมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างนวัตกรรมให้สำเร็จ ดังคำกล่าวของ Peter Drucker ศาสตราจารย์ด้านการตลาดชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ว่า “Innovation requires knowledge, ingenuity, and above all else, focus.” (Ducker, 2002)

อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้ได้บ้างใช้ไม่ได้บ้าง แต่การวิจัย ค้นคิด และประดิษฐ์นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล Halloween หรือ Halloween Innovation ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งของสังคมตะวันตก ที่ได้ชื่อว่าเป็นสังคมผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นเรื่องสนุกสนานร่าเริงอย่างเทศกาล Halloween ทว่า ชาวตะวันตกที่เป็นตัวอย่างของชนชาติที่มี “นิสัยนวัตกรรม” และ “เอาจริงกับทุกเรื่อง”

การเกิดขึ้นของ Halloween Innovation จึงเป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ในบ้านเรา ที่มีคนเก่งเกิดขึ้นมากมายในยุคนี้และส่งทอด ‘นิสัยนวัตกรรม’ ให้แก่คนรุ่นต่อไป เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศผู้ใช้เทคโนโลยีไปเป็น ‘ประเทศผู้สร้างเทคโนโลยีในอนาคต’

นวัตกรรมของไทย โดยคนไทยก็มีให้เห็นหลากหลาย

เปิดตัวโปรแกรม “CLOSER” เพิ่มคุณค่าจิวเวลรี่ด้วย ไอเดีย นวัตกรรม

เปิดผลงานวิจัยหนึ่งในร้อย ความหวังใหม่ของการ บำบัดน้ำเสีย อย่างได้ผล

‘ผ้าอาบน้ำแห้ง’ วิธีอาบน้ำ ไม่ใช้น้ำ! อยู่บ้าน โรงพยาบาล หรือเมืองหนาวก็พกไปใช้ได้