สะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ขนาดความยาว 55 กิโลเมตร 6 ช่องจราจร ซึ่งถือฤกษ์ 9 โมงเช้า วันที่ 15 เดือน 9 ปีจอ ตรงกับวันอังคารที่ 23 ตุลาคม 2561 ประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว โดยมีประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง แห่งประเทศจีน เป็นประธานพิธี นับว่าเป็นผลงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมชิ้นเอกล่าสุดของสถาปนิกและวิศวกรชาวจีนที่อวดสู่การรับรู้ของประชาคมโลก ในสถานะของ ‘สะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก’
กอร์ดอน วู จุดประกายฉายไฟ!
เชื่อหรือไม่? หากจะบอกว่าที่มาของสะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก เกิดจากแนวความคิดของ ‘กอร์ดอน วู’ เจ้าพ่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักร ‘โฮปเวลล์’ ซึ่งเคยมาสร้างอนุสรณ์ความล้มเหลวภายใต้โครงการทางรถไฟยกระดับโฮปเวลล์ในประเทศไทยเมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2531 ขณะที่กอร์ดอน วู ศิษย์เก่าวิศวกรรมศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา มีอายุอานาม 53 ปี เขาได้เสนอแนวความคิดในการสร้างสะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ให้แก่ทางการกวางตุ้งและปักกิ่ง โดยมีแรงบันดาลใจมาจากโครงการ ”เชซาพีคเบย์บริดจ์ทันเนล” (Chesapeake Bay Bridge-Tunnel) ที่เป็นสะพานและอุโมงค์เชื่อมอ่าวเชซาพีค ในรัฐเวอร์จิเนีย ของสหรัฐอเมริกา
แนวความคิดดังกล่าวของกอร์ดอน วู ได้รับความสนใจจากทางการจีน และมีการเตรียมการต่อยอดขยายผลให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่น่าเสียหายที่ระหว่างทางได้เกิดเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่คือเหตุการณ์ ‘เทียนอันเหมิน’ ในช่วงปี 2532 ทำให้แนวความคิดนี้ถูกระงับไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ปกติ ในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี จู หรง จี ปัดฝุ่นแนวความคิดนี้ขึ้นมาพัฒนาอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงานร่วมดำเนินโครงการสะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ขึ้นมาทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2546 ก่อนที่จะพ้นวาระการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี
โครงการสะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ได้รับการสานต่อจากผู้นำทางการเมืองของจีนในลำดับถัดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการยกระดับความสำคัญของโครงการให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission) ในการผลักดันโครงการกระทั่งบรรลุผลเป็นรูปธรรม

30 ปีจากนามธรรมสู่รูปธรรม
สะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ใช้เวลาแปรสภาพจากนามธรรม มาสู่ความเป็นรูปธรรมยาวนานถึง 30 ปี แต่ใช้ระยะเวลาการก่อสร้างนับจากวันลงเสาเอก 15 ธันวาคม 2552 กระทั่งถึงวันประกอบพิธีเปิดสะพานอย่างเป็นทางการรวมกันทั้งสิ้น 8 ปี 10 เดือน 9 วัน

งบประมาณที่ทุ่มเทลงไปในการสร้างสะพานแห่งนี้รวมทั้งสิ้น 660,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลกลางของจีนและรัฐบาลฮ่องกงรวมทั้งรัฐบาลมาเก๊า ร่วมกันรับผิดชอบจัดสรรงบประมาณสนับสนุน 22% ส่วนอีก 78% ที่เหลือเป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China)
สำหรับเหล็กโครงสร้างที่ใช้ในการเนรมิตโครงการนี้รวมกันถึง 4 แสนตัน เทียบเท่ากับเหล็กที่ใช้สร้างหอไอเฟล ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสถึง 60 หอ หรือเทียบเท่ากับเหล็กที่ใช้สร้างสะพานโกลเด้นเกต ในนครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา 4.5 เท่า
สะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า สำคัญยังไง?
ความสำคัญของโครงการสะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า อยู่ตรงพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล ซึ่งมีขนาดมหึมากว่า 35 ล้านไร่ แม้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยประมาณ 1% ของพื้นที่หมดทั้งประเทศจีน และเป็นพื้นที่ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่เพียงแค่ 5% ของพลเมืองจีนทั้งประเทศ แต่กลับเป็นพื้นที่ซึ่งมีขีดความสามารถในการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 12% ของมูลค่ารวมด้านเศรษฐกิจประเทศจีนทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 50 ล้านล้านบาท

สะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า ดียังไง?
คุณูปการของโครงการสะพานจูไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า มีการคิดคำนวณถึงความคุ้มค่าเกินงบประมาณที่อัดฉีดลงไปเป็นหลายเท่าทวีคูณ….
1. ต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta-PRD) หรืออีกนัยหนึ่ง Greater Bay Area (GBA) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 56,500 ตารางกิโลเมตร หรือกว่า 35 ล้านไร่ ให้มีขีดความสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
2. ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ครบวงจรของฮ่องกง
3. กระตุ้นบรรยากาศการค้าการลงทุนแก่ฮ่องกง-มาเก๊า-จูไห่ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล หรือ Greater Bay Area
4. ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ PRD
5. เติมเต็มโครงข่ายการคมนาคมให้สมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง 4 มิติคือ ทางล้อ-ทางราง-ทางเรือ-ทางอากาศ
6. ลดมลภาวะทางอากาศ อันเกิดจากความแออัดของการจราจร
ขอบคุณภาพเปิดจาก www.chinadaily.com.cn











