ภาพแรกที่คิดถึง เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปรำลึกถึงการเดินทางท่องเที่ยว ณ เมืองหลวงของเวียดนามอย่างฮานอย น่าจะเป็นภาพของการจราจรอันแสนวุ่นวายบนท้องถนนใจกลางเมืองที่สร้างความกังวลใจให้ทุกครั้งเมื่อต้องข้ามถนน ทว่า เมื่อได้ใช้ชีวิตเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้สัก 1-2 วัน มุมมองต่อความวุ่นวายนี้กลับเริ่มเปลี่ยนไปเป็น ความมีสีสัน และพลังบวกที่ทุกชีวิตบนท้องถนนส่งมาให้ได้รู้สึกอย่างประหลาด

ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จึงมาเปลี่ยนให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการ เที่ยวเวียดนาม มุมมองใหม่ เพื่อมาซึมซับและหาคำตอบว่า ทำไมประเทศสมาชิกอาเซียนแห่งนี้จึงมีความน่าสนใจในฐานะประเทศดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง


เที่ยวเวียดนาม มุมมองใหม่ มองประเทศผ่านเส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนาม

ก่อนออกเดินทาง ได้มีโอกาสอ่านบทความในเว็บไซต์ www.weforum.org เรื่อง The story of Viet Nam’s economic miracle ทำให้อดจินตนาการภาพเวียดนามวันนี้ ผ่านการบอกเล่าถึงเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามผ่าน ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของบทความนี้ไม่ได้ โดยผู้เขียนเริ่มตั้งคำถามว่า

“ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว เวียดนามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก มาในวันนี้ เวียดนามก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พัฒนาตัวเองมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้อย่างไร”

เมื่อสงครามเวียดนามอันยาวนานได้สิ้นสุดลงเมื่อปี ค.ศ. 1975 ในเวลานั้น เวียดนามตกอยู่ในฐานะหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกทันที ห้วงเวลานั้น ชาวเวียดนามมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว ต่อคน เพียง 200-300 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี กระทั่งสิ้นสุดปี ค.ศ. 1980 รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ “Đổi Mới” ที่สามารถนำพาประเทศให้ลืมตาอ้าปากได้

ด้วยการปฏิวัติระบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบการตลาดเชิงสังคมนิยม (Socialist-oriented Market Economy) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปสถาบัน (Institutional Reform) สู่ตลาดเสรีมากขึ้น และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตร้อยละ 8-8.5 ต่อปี และภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 40 ของจีดีพีในปี 2020 เน้นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม (อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร)

มาวันนี้ เวียดนามกลายเป็นประเทศที่น่าจับตามองในฐานะดาวรุ่ง ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน้องๆประเทศจีน คือ 6-7 เปอร์เซ็นต์ โดยรายได้ของประเทศส่วนใหญ่มาจากการส่งออกที่ดันให้จีดีพีของประเทศโตไม่หยุด และที่ผ่านมา แบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง ไนกี้ สปอร์ตแวร์ รองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ส หรือ ซัมซุง สมาร์ทโฟน เลือกที่จะมาขยายฐานการผลิตที่ประเทศอาเซียนแห่งนี้ด้วย

ปีเตอร์ แวนแฮม Peter Vanham, Media Lead, US and Industries, World Economic Forum ผู้เขียนบทความนี้ เฉลยเคล็ดลับการสร้างประเทศให้เติบโตเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเวียดนามว่า

หากถามว่าความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม เกิดขึ้นได้อย่างไร? จากบทวิเคราะห์ของ ธนาคารโลก หรือ World Bank และ the think tank Brookings ระบุว่า ปรากฎการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอธิบายได้ด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ

  • วางนโยบายปลดล็อคเศรษฐกิจเวียดนาม สู่การค้าที่เสรี การที่รัฐบาลปลดล็อคระบบเศรษฐกิจเวียดนาม ด้วยการดำเนินนโยบายการตลาดเชิงสังคมนิยมปฏิรูปสถาบัน เปิดตลาดเสรีมากขึ้น ให้สิทธิพิเศษทางการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ
  • ลดเงื่อนไข เปิดให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศได้ง่ายขึ้น กำหนดข้อกฎหมายที่อำนวยความสะดวกกับนักลงทุนต่างชาติ เช่น อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจเกือบทุกประเภทได้ 100% โดยในเดือนกันยายนปี 2017 ธนาคารกลางเวียดนามได้ขยายกรอบการเติบโตของสินเชื่อ (credit growth limit) ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งขึ้นราว 2-8% เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจด้วย
  • ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพคน สาธารณูปโภคของเมืองอย่างจริงจัง นโยบายพัฒนาชาติของเวียดนามให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนในชาติเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่จำเป็นในเมือง เพื่อตอบสนองกับการเดินหน้าพัฒนาประเทศ

สัมผัสวิถีชีวิตคนฮานอย ผ่านภาพถ่าย

ละวางจากเรื่องข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ขอมาถ่ายทอดให้ฟังต่อว่า เสน่ห์วิถีชีวิตของผู้คนที่ซ่อนอยู่ ท่ามกลางความวุ่นวายบนท้องถนนเมืองฮานอย คืออะไร?

รูป : ทิพวิมล จันทร์เกษม

การเจรจาซื้อขายสินค้า ข้าวของ เกิดได้ที่ท้ายรถจักรยานซึ่งเป็นพาหนะขนสินค้าหลากหลาย ทั้งผลไม้ ดอกไม้ ขนม หมวก รองเท้า และหน้าร้านค้า ที่ส่วนใหญ่ร้านค้าต่างๆ มักจะตั้งกันเป็นกลุ่ม แบ่งตามสินค้าที่จำหน่าย เช่น ย่านร้านค้าจำหน่ายภาชนะ อุปกรณ์ ที่ทำจากพลาสติก หรือย่านร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง

ส่วนร้านขายอาหารริมถนน ก็มีให้เลือกชิมได้หลากหลาย เห็นบ่อยที่สุดน่าจะเป็น เฝอ Pho แซนวิชเวียดนามที่เรียกว่า Banh Mi ไปจนถึงร้านกาแฟที่เปิดเรียงรายอยู่บนฟุตบาธ ซึ่งมักจะมีเมนูยอดนิยมอย่างกาแฟร้อนใส่ไข่ หรือกาแฟไข่ ที่ชาวเวียดนามเรียกกันว่า Ca phe trung นี่ยังไม่นับร้านค้าเล็กขายน้ำอัดลม น้ำหวานบรรจุขวด ที่เปิดกันง่ายๆ ให้คนสัญจรไปมาได้นั่งดื่มน้ำดับกระหายกันบนเก้าอี้ซักผ้าตัวเล็ก

รูป : ทิพวิมล จันทร์เกษม

สีสันของวิถีชีวิตคนเวียดนามในเมืองหลวงที่ได้เห็นยังไม่หมด เพราะด้วยวิธีเดินเท้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของเรา ทำให้ได้เห็นสิทธิ เสรีภาพ ที่มีอยู่ทุกตารางนิ้วของชาวฮานอย ผ่านภาพของการการทำมาค้าขายของชาวฮานอยที่ทำได้ง่ายๆ อย่าง บาร์เบอร์ริมทาง ที่ช่างตัดผมตั้งเก้าอี้ตัดผมและกระจกหันเข้ากำแพงริมถนน หรือ อาชีพคนขัดรองเท้า ที่พวกเขาจะมาเสนอบริการขัดรองเท้ากับผู้คนที่นั่งกินอาหาร ดื่มกาแฟอยู่ริมทางนั่นเอง


เดินทางไปไหนในฮานอย สะดวก เร็วทันใจ แถมสบายใจ ด้วย Grab bike

ภาพความขัดแย้งกันระหว่างวินมอเตอร์ไซค์ท้องถิ่นและคนขับ Grab bike ไม่มีให้เห็นในเมืองหลวงอย่างฮานอย เพราะแกรปไบค์ที่นี่ สุดแสนจะมีอิสระเสรี สวมหมวกและเสื้อแจ็คเกตสีเขียวมีสัญลักษณ์แกรปไบค์ ขับตระเวนให้บริการผู้โดยสารได้อย่างภาคภูมิทั่วเมือง ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ แต่อย่างใด

โดยตลอดเวลาที่เดินเล่นในเมืองฮานอย เราสังเกตเห็นพี่ๆแกรปไบค์ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจให้บริการลูกค้าอยู่ทุกสี่แยก นอกเหนือจากนั้น ในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือเวลาเลิกงาน ตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ก็จะมีเหล่าแกรปไบค์จอดรอลูกค้าเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน เป็นจุดๆ ทั่วเมือง

รูป : ทิพวิมล จันทร์เกษม

ยิ่งล่าสุด การใช้บริการแกรปไบค์ในเวียดนามจะสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แกรปได้ตกลงจับมือกับ Vietnam’s MOCA Technology and Service company (Moca) เพื่อจัดทำช่องทางจ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟน หรือ Mobile Payment ซึ่งปรากฎการณ์นี้จะยิ่งส่งให้ชาวเวียดนาม ได้เข้าใกล้ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล นั่นคือ สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ได้ง่ายยิ่งขึ้น

และในโอกาสแถลงถึงความร่วมมือนี้ Nguyen Tuan Anh หัวหน้าฝ่าย Financial Group ของ Grab Vietnam อัปเดตล่าสุดด้วยว่า ขณะนี้ มีคนขับแกรปไบค์ ให้บริการในประเทศเวียดนาม มากถึง  175,000 คน ทั่วประเทศ

และในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในกิจการวินมอเตอร์ไซค์ขนส่งผู้โดยสารในเวียดนามนี้ อีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศอินโดนีเซีย อย่าง GoJek ก็กำลังจะรุกเข้ามาเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในตลาดเวียดนามอีกด้วย


ที่สุดแล้ว หากจะสรุปในมุมของโอกาสทางธุรกิจ ที่ได้เห็นจากทั้งข้อมูลลายลักษณ์อักษร และภาพจริงที่ได้เดินทางไปเห็นกับตา สรุปได้ว่า ขณะนี้ เวียดนามมีนโยบายที่เปิดกว้างต่อนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งภาครัฐเวียดนามกำลังให้การสนับสนุนเพื่อต่อยอดสู่การเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังส่งเสริมการลงทุนในภาคกลางของประเทศ ซึ่งยังมีนักลงทุนเข้าไปน้อย การแข่งขันทางธุรกิจยังไม่สูง จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนไทย โดยเฉพาะในหมวดโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง และการท่องเที่ยว …ใครที่คิดว่าตนเองมีศักยภาพ อย่าได้มองข้ามประเทศเวียดนามเป็นอันขาด


อ้างอิง :


อ่านเรื่องราวการท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจ กันต่อ

ได้เวลาวางมาตรฐาน ทัวร์คุณภาพ ฟื้นฟูภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวไทยแลนด์ 4.0 ให้ไฉไลกว่าเดิม

รื่นรมย์ชม Sumida Hokusai Museum พิพิธภัณฑ์ ที่ผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กับวิถีชุมชน อย่างลงตัว

จัด ทริป เที่ยว เกาะสีชัง มุมมองใหม่ บนเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ Unseen Koh Sichang