ในปัจจุบัน หากเอ่ยถึงคำว่า Generation แล้ว หลายท่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับ Generation เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เชื่อว่ามีอีกหลายท่านที่อาจจะยังมีคำถามเกี่ยวกับคำว่า Generation กันอยู่บ้าง


ขอเริ่มต้นด้วย The Lost Generation ซึ่งเป็น Generation แรกที่มีการบัญญัติและจัดหมวดหมู่ห้วงเวลาการเกิดของผู้คนบนโลกใบนี้

จุดเริ่มต้นเกิดจากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อ ปี 1914 ซึ่งเป็นปีที่ทำให้คำว่า The Lost Generation ถือกำเนิดขึ้น

โดย The Lost Generation ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Generation of 1914

คำว่า The Lost Generation ถูกสร้างขึ้นโดยกวีหญิงชาวอเมริกัน Gertrude Stein เพื่อระลึกถึงผู้สูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 1 และบรรดาผู้คนที่เกิดมาในยุคนั้น

ซึ่งเริ่มนับเนื่องกันที่ประมาณปี 1880 อันเป็นปีที่เหล่าทหารส่วนใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ถือกำเนิดขึ้น และ The Lost Generation จะถูกตัดช่วงลงในปี 1900 ก่อนนำไปสู่ The Greatest Generation


คำว่า The Greatest Generation บัญญัติโดยนักหนังสือพิมพ์ Tom Brokaw หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า G.I. Generation โดย G.I.ย่อมาจาก Galvanized Iron เป็นอุปกรณ์ขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หลักในสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยส่วนใหญ่คนใน The Greatest Generation จะนับกันตรงผู้ที่เกิดในปี 1900 ถึงประมาณปี 1920 อันเป็นช่วงเวลาของการเกิด The Great Depression หรือห้วงเวลาของสภาวการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง


ต่อมาคือ The Silent Generation หรือคนรุ่นที่ถัดจาก The Greatest Generation

โดย The Silent Generation จะนับกันที่ปีเกิดตั้งแต่ประมาณ ปี 1920 ถึงปี 1940 อันเป็นยุคสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม อีกชื่อหนึ่งซึ่งใช้เรียกแทนคนยุค The Silent Generation ก็คือการเรียกคนรุ่นนี้ว่าเป็นพวก The Lucky Few

คำว่า The Lucky Few เป็นการให้คำจำกัดความโดย Elwood Carlson นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Florida ซึ่งคนรุ่นนี้นี่เอง ที่เป็นผู้ร่วมสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในยุคสมัยถัดมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก่อนส่งไม้ต่อไปให้คนรุ่น The Baby Boomers


The Baby Boomers นับเป็นห้วงเวลาทองของทุกๆ อย่าง เริ่มนับกันที่คนซึ่งเกิดในปี 1940 ถึง 1960 จัดว่าเป็นยุครุ่งเรืองและเฟื่องฟูของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเป็นอย่างมาก

The Baby Boomers จึงมีรกกำเนิดเกิดจากรากฐานที่คนรุ่น The Silent Generation ได้ถากถางเส้นทางไว้นั่นเอง

คำว่า The Baby Boomers นี้ กำหนดขึ้นโดยบรรณาธิการนิตยสาร People คือ Landon Jones เจ้าของหนังสือ Great Expectations: America and the Baby Boom Generation

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ในหลายๆ ครั้งมีการให้เกียรติ Landon Jones โดยเรียกยุค The Baby Boomers ว่าเป็น Generation Jones

โดยทุกวันนี้ ความยิ่งใหญ่ในทุกๆ ด้านของคนรุ่น The Baby Boomers ยังคงเป็นหลักของโลกอยู่ แต่ก็กำลังทยอยส่งทอดภารกิจลงมาสู่มือคนรุ่นถัดมาคือ Generation X


คำว่า Generation X นี้ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นศัพท์ที่พยายามบัญญัติให้ฉีกไปจากคน Generation ก่อนๆ โดยมีที่มา 2 สาย

สายแรก เกิดจาก Robert Capa ช่างภาพนิตยสาร Picture Post ของประเทศอังกฤษ ได้ทำ Scoop เกี่ยวกับ Generation ต่างๆ ขึ้นมา

โดยหลังจากคนยุค The Baby Boomers แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรียก Generation ใหม่ เขาจึงเรียกเล่นๆ ว่า Generation X เพราะตัวอักษร X ในสมการคณิตศาสตร์ใช้แทนค่าที่เราไม่รู้

สายที่สอง มาจากหนังสือเล่มที่ชื่อ Generation X: Tales for an Accelerated Culture ของ Douglas Coupland ซึ่งดูเหมือนว่า Generation X สายที่ 2 นี้จะมีผู้รู้จักที่มาที่ไปมากที่สุด

Generation X จำกัดความถึงผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1980 ดังนั้น หากนับอายุอานามกันในปัจจุบัน Generation X หลายคนกำลังผันตัวเองเข้าสู่ A-List หรือ “คนแถวหน้า” หลากหลายวงการบนโลกใบนี้


Generation ต่อมาคือ Generation Y

คนยุค Generation Y คือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 ซึ่งเป็นปีนับหนึ่งของ “สหัสวรรษใหม่” นั่นทำให้ Generation Y มีชื่อเล่นอีกอันหนึ่งว่า Millennial Generation ซึ่งเป็นการบัญญัติศัพท์ขึ้นของ William Strauss และ Neil Howe สองนักเขียนชาวสหรัฐฯ

นอกเหนือไปจากคำเรียก Millennial Generation แทน Generation Y แล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งซึ่งใช้เรียกแทน Generation Y นั่นคือคำว่า Net Generation โดยคำว่า Net Generation นี้ มีความเกี่ยวข้องกับ Internet อย่างไม่ต้องสงสัย

ปัจจุบันนี้ ถือเป็นยุคที่ Generation Y กำลังแสดงบทบาท และหลายคนพยายามจะแซงหน้ารุ่นพี่หรือรุ่นพ่อคือ Generation X เอาด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะเจ้าสัว Internet ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google YouTube LINE twitter ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นนักตั้งคำถามประเภท “Why” แทบทั้งสิ้น

จึงนำมาสู่อีกชื่อเล่นหนึ่งของ Generation Y นั่นก็คือ Generation Why หรือบางครั้งก็เป็น Generation Why Not

แต่ไม่ว่าจะเป็น Generation Why หรือ Generation Why Not อัตลักษณ์สำคัญของคน Generation นี้ก็คือ การเฝ้าถามตนเองว่า “ทำไมจะได้” และ “ทำไมจะไม่ได้”

เมื่อตั้งคำถามเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็เพียรพยายามหาคำตอบต่างๆ ด้วยตนเอง จนนำมาสู่นวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะในโลก Cyber ที่กำลังทะยานรุดหน้าอย่างไม่มีขีดจำกัดอยู่ในเวลานี้

ในโอกาสหน้า เราคงจะได้กลับมาสนทนากันถึง Generation Z ซึ่งเป็นการบัญญัติศัพท์โดย Bruce Horovitz นักข่าวหนังสือพิมพ์ USA Today ใช้เรียกเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ที่ทุกวันนี้ยังมีสภาพเป็นเพียง “ผู้ชม”

ทว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อ Generation Y ลงหลักปักฐานกันไปหมดแล้ว ก็คงจะถึงคราวของ Generation Z และน้องนุชคนสุดท้องที่กำลังคลานตามกันมาคือ Generation Alpha ที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทอย่างไม่ต้องสงสัยนั่นเองครับ