co-working spaces พื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกันในยุคดิจิทัล กำลังได้รับความนิยมและมีให้เห็นในเมืองสำคัญๆ ทั่วโลก แม้แต่ใน ‘ฮ่องกง’ เขตบริหารพิเศษที่ผู้คนต้องอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น แต่มีหลายบริษัทแล้วที่ย้ายจากออฟฟิศในเมืองไปใช้บริการ co-working spaces ที่อยู่รอบนอก


แนวคิดของการใช้พื้นที่ร่วมกัน
เหตุผลหลักๆ ที่สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์ Digital Nomad ฯลฯ ที่นิยมทำงานใน co-working space เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เลือกได้ว่าจะใช้พื้นที่รายวัน รายเดือน หรือรายปี รวมทั้งมีโอกาสสร้างคอนเน็คชันใหม่ๆ กับคนหลากหลายอาชีพ
บริษัทน้อยใหญ่จึงเริ่มสนใจ ‘พื้นที่’ และ ‘ผู้ที่เข้าไปใช้บริการ’ มากขึ้น โดยเฉพาะ เทคสตาร์ทอัพ ด้วยแนวคิดที่ว่า หากบริษัทร่วมมือกับสตาร์ทอัพในการพัฒนาธุรกิจ บริษัทก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล เข้าใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น และที่สำคัญคือ ได้เรียนรู้แนวคิดการสร้างนวัตกรรม หรืออาจได้เทคโนโลยีใหม่ๆ จากสตาร์ทอัพไปใช้เพื่อยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพก็สามารถระดมทุน ขอคำปรึกษา คำแนะนำ หรือความช่วยเหลือบางประการจากบริษัทได้ เช่น ขอคำปรึกษาด้านการทำบัญชี ภาษี กฎหมาย ซึ่งถ้าบริษัทร่วมเป็นกองหนุนให้สตาร์ทอัพเติบโตต่อไปได้ ก็จะเอื้อให้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพในประเทศนั้นๆ แข็งแกร่งขึ้น

ไม่ต้องบินไปก็ได้ดูบรรยากาศ co-working spaces ต่างแดน

WeWork, co-working space ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา


JLL’s research คาดการณ์ว่า สถานที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่น (flexible workspaces) จะมีสัดส่วนเป็น 30% ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมภายในปี 2573 นั่นหมายความว่า ธุรกิจ co-working spaces จะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดโลก นำไปสู่การเติบโตและมูลค่าทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

สเปซนี้ที่ควรรู้จักกับ 10 อันดับโดดเด่นในฮ่องกง

co-working spaces ที่รู้จักกันทั่วโลกและมีสาขาอยู่มากมาย อาทิ WeWork, Regus, Servcorp โดยในสหรัฐอเมริกาเปิดให้บริการมากที่สุดถึง 1,660 แห่ง ส่วนในประเทศไทยมีมากกว่า 120 แห่ง เช่น Hubba, Glowfish, The Rabbit Hub ขณะที่ฮ่องกงมีพื้นที่น้อย แต่รู้ไหมว่ามี co-working spaces มากกว่าไทย 2 เท่า โดยปัจจุบันมีจำนวนถึง 283 แห่ง (เติบโต 29% ในระหว่างปี 2558 – 2560)
10 อันดับ co-working spaces ยอดนิยมในฮ่องกง
  • theDESK Hong Kong: Sai Ying Pun & Causeway Bay
  • OOOSH: Lai Chi Kok & North Point
  • BITEUNITE: Wan Chai 
  • PLAYGROUND.WORK: Sheung Wan, San Po Kong
  • WORKUPSTAIRS: Sham Shui Po
  • Campfire Campus: Tseung Kwan O + Additional Locations
  • Bloom: Tsim Sha Tsui
  • WEWORK AND NAKED HUB: Wan Chai, Central, Causeway Bay, Quarry Bay
  • THE HIVE: Central, Wan Chai, Kennedy Town, Sai Kung, Wong Chuk Hang, Sheung Wan 
  • CYBERPORT SMART SPACE: Pokfulam

 theDesk, co-working space ในฮ่องกง


เปลี่ยนค่านิยม ให้คนนิยม
ผู้นำในบางบริษัทมองว่า co-working spaces จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในทีม เพิ่มการสื่อสารภายในระหว่างพนักงาน และช่วยเปิดโลกทัศน์ได้ แต่บริษัทข้ามชาติหลายแห่งจะใช้ co-working spaces เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับธุรกิจสตาร์ทอัพที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลไว้แต่เนิ่นๆ โดยอาจเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในธุรกิจตน หรืออาจเลือกสตาร์ทอัพมาเป็น suppliers 

co-working spaces ในฮ่องกงเติบโต 29%
ในระหว่างปี 2558 – 2560
ปัจจุบันก็มีจำนวนถึง 283 แห่ง

สำหรับฮ่องกงแล้ว ถือว่ามี co-working spaces ช้ากว่าหลายประเทศ เนื่องจาก ค่านิยมทางวัฒนธรรม สองประการ คือ
  1. คนฮ่องกงในอดีตยึดติดกับงานที่มีความมั่นคงก้าวหน้าและมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ จึงนิยมการเติบโตตามสเต็ป และไม่ค่อยผันตัวออกมาประกอบธุรกิจเอง
  2. คนฮ่องกงมองว่าการเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ เป็นเรื่องของนักสร้างฝันและนักประดิษฐ์ บริบททางสังคมดังกล่าวจึงทำให้การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการเป็นไปอย่างล่าช้า 

แต่ในท้ายที่สุด เจ้าของพื้นที่ในฮ่องกงหลายแห่งยอมให้มี co-working spaces และสตาร์ทอัพในอาคารของตนมากขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการ co-working spaces ก็สามารถขยายตลาดให้บริษัทขนาดใหญ่มาอยู่ร่วมกับสตาร์ทอัพได้มากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ความพร้อมและจำนวน co-working spaces ที่กระจายอยู่ในหลายๆ พื้นที่ยังเหมาะที่จะรองรับคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจข้ามแดน ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ 11 สาขาอาชีพ ให้มีพื้นที่ทำงานสร้างสรรค์ในบริเวณที่จัดสรรไว้ให้โดยไม่รู้สึกแออัดแต่อย่างใด


อ้างอิงข้อมูลจาก