‘เซินเจิ้น’ (Shenzhen) เมืองที่เป็นแหล่งรวมธุรกิจด้านเทคโนโลยีมากมาย โดยเทคโนโลยีที่เป็นคลื่นลูกใหม่และคาดว่าจะเข้ามายกระดับขีดความสามารถของจีนไปอีกขั้นคือ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle (UAV) หรือ โดรน (Drone)


ธุรกิจและมูลค่า ‘โดรน’ เติบโตเป็นดอกเห็ด 

เซินเจิ้นมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโดรนกว่า 2,000 บริษัท แยกเป็นบริษัทผู้ผลิตกว่า 600 บริษัท บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อีกกว่า 500 บริษัท โดยมีบริษัท DJI เป็นหัวหอกที่ผลักดันให้เทคโนโลยีโดรนของเซินเจิ้นในปี 2560 มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกสูงกว่าร้อยละ 70 ทำให้เซินเจิ้นเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมโดรนที่สำคัญของโลก


อุตสาหกรรมโดรนในเซินเจิ้น ปี 2560
มีมูลค่าการผลิตเท่ากับ 4,443 ล้านดอลลาร์
คาดว่ามูลค่าการผลิตในปี 2565
จะสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์
คิดเป็น 12 เท่าของปี 2559


www.thaibizchina.com

จริงจังเรื่องโดรน ทั้งผลิตและจัดงานประชุมโดรนโลก!

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 มีการรวมตัวกันใน งานประชุมโดรนโลก ครั้งที่ 2 ณ เมืองเซินเจิ้น ด้วยความร่วมมือจากสหพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและอุตสาหกรรมจีน สมาพันธ์อุตสาหกรรมโดรนจีน และสมาคมอุตสาหกรรมโดรนเซินเจิ้น 

วัตถุประสงค์ของการจัดงานคือ เพื่อเป็นศูนย์รวมบุคลากรด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนในทุกระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่ายเทคโนโลยีโดรนให้ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยภายในงานมีสัมมนากว่า 80 หัวข้อ มีการจัดแสดงสินค้าและอุปกรณ์เกี่ยวกับโดรนประเภทต่างๆ มีตัวแทนจากองค์กรด้านอากาศยานไร้คนขับ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการจาก 41 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตัวแทนสถานทูตและสถานกงสุลจาก 21 ประเทศ มาร่วมงานด้วย


โดรนในอุตสาหกรรมสำคัญ

การใช้งานโดรนในจีนมักใช้ในด้านการทหาร ความบันเทิงและสันทนาการ เนื่องจากโดรนมีหลายรูปแบบและยังได้รับการพัฒนาให้สามารถใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมเกษตร การขนส่งและโลจิสติกส์

  • โลจิสติกส์

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์นำโดรนมาใช้ในการขนส่งหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งสินค้าที่ซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซ การขนส่งยารักษาโรคไปยังพื้นที่ห่างไกล การส่งอาหาร หรือสินค้าอื่นๆ โดยบริษัทโลจิสติกส์ในจีนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้โดรนในระบบโลจิสติกส์มากขึ้น เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการจัดส่งสินค้าและมีต้นทุนในระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานคนในการขนส่งสินค้า

JD Group บริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีนรองจาก Alibaba นับเป็นผู้บุกเบิกการนำโดรนเข้ามาใช้ในระบบโลจิสติกส์ โดยเริ่มต้นวิจัยและพัฒนาโดรนเพื่อการขนส่งมาตั้งแต่ปีในปี 2558 ภายใต้ความรับผิดชอบของ JDX innovation lab ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ JD.com นำโดรนมาใช้ส่งพัสดุคือ ต้องการส่งสินค้าไปยังลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงยาก อาทิ ในเขตชนบทบนภูเขาสูง

ปี 2559 JD.com เริ่มโครงการทดสอบการใช้โดรน ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงปักกิ่ง มณฑลเสฉวน ซ่านซีและเจียงซู โดยภายใต้ JD Group มีโดรนขนส่งสินค้าจำนวน 40 ลำ สามารถบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 5-30 กิโลกรัม ครอบคลุมรัศมีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการบิน 1 ครั้ง และในปี 2560 JD Group ใช้โดรนขนส่งสินค้าไปยังหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกลของจีนแล้วกว่า 300,000 แห่ง 

ปัจจุบัน JD Group ยังนำโดรนไปใช้ในระบบการเกษตรของบริษัท โดยเป็นอีคอมเมิร์ซแห่งแรกของจีนที่มีพื้นที่ทำการเกษตรเป็นของตนเอง และเชื่อมั่นว่าโดรนจะช่วยพัฒนาศักยภาพของธุรกิจให้ดียิ่งขึ้นได้

ฝั่ง Alibaba ก็มี Cainiao บริษัทโลจิสติกส์ในเครือที่เข้ามาแข่งขันด้านการใช้โดรนส่งสินค้า โดยมีความร่วมมือกับ Beihang Unmanned Aircraft System บริษัทผลิตโดรนขนส่งสินค้าที่สามารถบินได้ไกลถึง 1,500 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน Ele.me และ Alibaba’s Food ก็เพิ่งได้รับอนุญาตให้ทดสอบการใช้โดรนในพื้นที่หลายแห่งในจีนอีกด้วย

  • อุตสาหกรรมการเกษตร

ปี 2557 จีนกลายเป็นประเทศที่มีมูลค่าของอุตสาหกรรมเกษตรสูงถึง 400,000 ล้านหยวน แซงสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นประเทศที่มีมูลค่าทางการเกษตรสูงที่สุดในโลก คิดเป็นร้อยละ 45 ของมูลค่าการเกษตรทั้งโลก โดยต้นทุนของอุปกรณ์และเครื่องจักรทางการเกษตรของจีนลดลงมาตั้งแต่ปี 2557 กว่าร้อยละ 10 และร้อยละ 4 ในปี 2559 ช่วยให้เกษตรกรจีนลดต้นทุนการผลิตสินค้าลง ได้รับกำไรที่สูงขึ้น และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

www.thaibizchina.com

ปัจจุบันเกษตรกรชาวจีนกว่าร้อยละ 90 ยังใช้อุปกรณ์ฉีดพ่นควบคุมด้วยมือ มียอดการผลิตเท่ากับ 8 ล้านเครื่องต่อปี คาดว่าอุปกรณ์ฉีดพ่นแบบดั้งเดิมอยู่ในมือเกษตรกรจีนรวมทั้งสิ้นกว่า 100 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ดี อุปกรณ์การเกษตรประเภทฉีดพ่นแบบดั้งเดิมเป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมด้วยมือ จึงเป็นสาเหตุของผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่คงที่ รัฐบาลจึงเข้ามาช่วยเหลือ โดยในปี 2558 กระทรวงเกษตรจีนออกแผนพัฒนารูปแบบการทำการเกษตร โดยหนึ่งในแผนดังกล่าวคือ สนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนจากอุปกรณ์การเกษตรแบบดั้งเดิม มาใช้อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น โดรน เพื่อควบคุมและยกระดับประสิทธิภาพของผลผลิตสินค้าการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น อาทิ โดรนของ DJI รุ่น AGRASMG-1 สามารถบรรทุกของเหลวได้สูงสุด 10 กิโลกรัม บินครอบคลุมพื้นที่ 4000-6000 ตารางเมตร ใช้พ่นสารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมในเวลาเพียง 10 นาที ประหยัดเวลามากกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ถึง 40-60 เท่า

นายหลี่ เจ๋อเซียง ประธานบริหารบริษัท DJI และศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฮ่องกง กล่าวว่า

“ผลิตภัณฑ์โดรนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีคุณสมบัติที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ณ เวลานั้นได้ ช่วยบริการและแก้ปัญหาที่ตรงจุด ส่วนปัจจัยที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการผลิต ได้แก่ สินค้าไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด ไม่รองรับการเติบโตและขาดการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณที่เหมาะสม”


กฎเข้มแค่ไหน ถ้าใช้โดรนในจีน?

ปัจจุบันเทคโนโลยีโดรนได้พัฒนาไปสู่ระดับที่สูงและถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น นายเฉิน จื้อเจี๋ย คณะกรรมการสถาบันวิศวกรรมแห่งประเทศจีน บอกว่า ในอนาคตไม่เพียงใช้ประโยชน์ด้านการทหารเท่านั้น แต่อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการขนส่งสินค้าผิดกฎหมายหรือการโจมตีทางอากาศได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด ปัญหาด้านความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีมาตรการควบคุมการใช้งานโดรนในทุกระดับ เพื่อป้องกันปัญหาด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และด้านการพัฒนาของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบัน นายเฉินมองว่ากฎระเบียบควบคุมการใช้งานโดรนยังไม่ครอบคลุมมากพอ จึงควรปรับปรุงและพัฒนาข้อกำหนดหรือกฎอย่างเหมาะสมต่อไป


ไขข้อข้องใจ เซินเจิ้น…โดดเด่นด้านเทคโนโลยีได้อย่างไร?

หลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศให้เมือง เซินเจิ้ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของประเทศ นับตั้งแต่ปี 2523 จากเมืองที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงก็เข้าสู่กระบวนการพลิกโฉมเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตและมีโรงงานผลิตของเลียนแบบสินค้าแบรนด์เนมหลายเกรด ซึ่งเกรดที่เหมือนสินค้าของแท้มากที่สุดราวกับส่องกระจกก็จะเรียกกันว่า สินค้าเกรด Mirror หรือ งานมิลเลอร์

แต่จีนไม่ได้หยุดอยู่แค่การก๊อปปี้ กลับค้นคว้าพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมากมาย (C&D : Copy & Development) จนกระทั่งเซินเจิ้นกลายเป็นเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ และพัฒนาตัวเองจนเป็นแหล่งบ่มเพาะเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญของโลก และได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ซิลิคอน วัลเลย์แห่งเอเชีย’

เซินเจิ้น ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อาทิ Airbus, Foxconn, Huawei, ZTE, Tencent, DJI และมีโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านหยวน กว่า 2,087 โครงการ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซินเจิ้นพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วจนสามารถลบภาพแหล่งผลิตงานก๊อปปี้ไปเป็นผู้ผลิตคิดค้น เพราะมีความได้เปรียบ 2 ด้านหลักคือ ทรัพยากรมนุษย์ และ งบลงทุนด้าน R&D โดย

  • เซินเจิ้นมีจำนวนผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกมากถึงร้อยละ 20 ของประชากร 
  • เซินเจิ้นมีจำนวนนักวิจัยกว่า 2.02 แสนคน
  • เซินเจิ้นมีเม็ดเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 84,200 ล้านหยวน

อ้างอิงข้อมูลจาก